Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1342/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เงินค่าประกันการใช้บริการโทรศัพท์ติดตามตัวซึ่งโจทก์เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการนั้นมีลักษณะเป็นเงินที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ตลอดระยะเวลาที่ผู้ใช้บริการยังคงใช้บริการโทรศัพท์ตามสัญญาที่มีอยู่กับโจทก์ โจทก์อาจนำไปหาประโยชน์อันมีมูลค่าได้ เพียงแต่มีหน้าที่ต้องคืนให้ผู้ใช้บริการเมื่อเลิกใช้บริการเท่านั้นแม้กระนั้นการคืนก็ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่จะมีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้ในกรณีที่ผู้ใช้บริการค้างชำระค่าใช้บริการอยู่ เงินดังกล่าวจึงต้องถือเป็นเงินค่าบริการซึ่งต้องนำมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 79

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายขอให้ยกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1)เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ถึง 11 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 14 ถึง 22จำเลยให้การว่า การประเมินภาษีอากรของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ถึง 11 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 14 ถึง 22 ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 73.1)

เลขที่ 8270/5/101446 และเลขที่ 8270/5/101447 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 กับเลขที่8270/5/101468 ถึงเลขที่ 8270/5/101474 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม2538 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ (ภ.ส.7) เลขที่ 8270/5/100042ถึงเลขที่ 8270/5/100050 ลงวันที่ 28 มกราคม 2540จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความรับกันในชั้นพิจารณาของศาลภาษีอากรกลางว่าโจทก์ได้รับสัมปทานจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย(ทศท.) ให้ประกอบธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ติดตามตัวระบบดิจิตอลดิสเพลย์ เพจจิ้ง เป็นเวลา 15 ปี ปรากฏตามสัญญาเอกสารหมาย จ.3 ตามสัญญาข้อ 28 ระบุว่า การให้บริการโจทก์จะต้องให้ผู้บริการทำสัญญาใช้บริการโดยมีเงื่อนไขซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยก่อนโดยโจทก์มีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการ

DDP จากผู้ใช้บริการตามอัตราที่กำหนดไว้ ได้แก่ค่าใช้บริการ ค่าประกันการใช้บริการและค่าจัดให้บริการ สำหรับค่าประกันการใช้บริการ โจทก์ต้องคืนให้ผู้ใช้บริการเมื่อเลิกใช้บริการ กรณีที่ผู้ใช้บริการค้างชำระค่าใช้บริการอยู่เป็นเงินเท่าใดโจทก์มีสิทธิหักเอาจากเงินประกันการใช้บริการดังกล่าวและต้องคืนเงินส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ใช้บริการโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมหรือเงินอื่นใดนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ และหรือการเปลี่ยนแปลงอัตราการเรียกเก็บเงินทุกประเภทจากผู้ใช้บริการต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนจึงจะดำเนินการได้เมื่อโจทก์เรียกเก็บเงินค่าประกันการใช้บริการครบทุก 1,000 เครื่องโจทก์ต้องนำหลักประกันเป็นหนังสือของธนาคารภายในประเทศมอบให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยภายใน 30 วันนับแต่วันครบจำนวนทุก

ๆ 1,000 เครื่อง หลักประกันดังกล่าวองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยจะคืนให้เมื่อโจทก์จ่ายเงินค่าประกันการใช้บริการคืนผู้ใช้บริการครบตามจำนวนที่โจทก์เรียกเก็บภายใน 60 วันนับแต่วันที่สัญญาระหว่างองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยกับโจทก์สิ้นสุดลงเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินว่าเงินมัดจำการใช้บริการ (เงินค่าประกันการใช้บริการ) ที่โจทก์ได้รับจากผู้ใช้บริการเป็นเงินที่ได้รับจากการให้บริการซึ่งต้องนำมาเป็นฐานภาษีในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงแจ้งให้โจทก์นำเงินภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 137,057 บาทไปชำระปรากฏตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 3.1)เลขที่ 8270/5/101446 และเลขที่ 8270/5/101447ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ทั้งสองฉบับตามเอกสารหมาย

ล.3แผ่นที่ 26 และ 27 กับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภ.พ. 73.1) เลขที่ 8270/5/101468 ถึงเลขที่ 8270/5/101474ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2538 ทั้ง 7 ฉบับตามเอกสารหมาย ล.1แผ่นที่ 49 ถึง 55 ซึ่งตรงกับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม(ภ.พ. 73.1) เลขที่ 8270/5/101463 ถึงเลขที่ 8270/5/101469เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ถึง 11

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์คัดค้านการประเมินคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่โจทก์เข้าใจผิดในข้อกฎหมายว่าค่ามัดจำการใช้บริการไม่เข้าลักษณะเป็นเงินที่ได้รับจากการใช้บริการจึงให้ลดภาษีที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บคงเหลือเรียกเก็บทั้งสิ้นเป็นเงิน 78,142 บาท ปรากฏตามคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 8270/5/100042 ถึงเลขที่ 8270/5/100050ลงวันที่ 28 มกราคม 2540 ทั้งเก้าฉบับตามเอกสารหมาย จ.1แผ่นที่ 19 ถึง 27พิเคราะห์แล้ว ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า เงินค่าประกันการใช้บริการโทรศัพท์ติดตามตัวซึ่งโจทก์เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการถือเป็นเงินค่าบริการซึ่งต้องนำมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากรหรือไม่

เห็นว่าประมวลรัษฎากรมาตรา 79 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 79/1 ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1(19) ถ้ามี ด้วยมูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนค่าบริการหรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคำนวณได้เป็นเงินและตามมาตรา 77/1 บัญญัติว่า "ในหมวดนี้เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น(1) ...................(10) บริการ หมายความว่าการกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆ แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง(ก)

การใช้บริการหรือการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเองโดยตรงตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด(ข) การนำเงินไปหาประโยชน์โดยการฝากธนาคาร หรือซื้อพันธบัตรหรือหลักทรัพย์(ค) การกระทำตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี(11) ...................เงินค่าประกันการใช้บริการมีลักษณะเป็นเงินที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ตลอดระยะเวลาที่ผู้ใช้บริการยังคงใช้บริการโทรศัพท์ตามสัญญาที่มีอยู่กับโจทก์โจทก์อาจนำไปหาประโยชน์อันมีมูลค่าได้ เพียงแต่มีหน้าที่ต้องคืนให้ผู้ใช้บริการเมื่อเลิกใช้บริการเท่านั้น แม้กระนั้นการคืนก็ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่จะมีสิทธิหักกลบลบหนี้ได้ในกรณีที่ผู้ใช้บริการค้างชำระค่าใช้บริการอยู่

เงินดังกล่าวจึงต้องถือเป็นเงินค่าบริการซึ่งต้องนำมารวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากร อาจมีข้อฉงนว่าหากในภายหลังโจทก์ต้องคืนเงินค่าประกันการใช้บริการดังกล่าวจะเกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อเงินนั้นถูกนำไปรวมเป็นมูลค่าของฐานภาษีแล้วข้อสงสัยนี้น่าจะหมดไปได้ เพราะในกรณีดังกล่าวโจทก์อาจบรรเทาภาระภาษีได้ เช่น อาจนำเงินค่าประกันการใช้บริการที่ต้องคืนไปคำนวณเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นต้นคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ วงศ์ยืน · ยงยุทธ ธารีสาร · ชลอ บุณยเนตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1542/2566

เมื่อคดีฟังได้ว่า โจทก์มิได้เป็นผู้ให้บริการในการที่ผู้เอาประกันภัยเข้าทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทผู้รับประกันภัยต่อ โจทก์จึงมิได้เป็นตัวกลางผู้ชี้ช่องหรือจัดการให้บุคคลผู้เอาประกันภัยทำสัญญาประกันภัยกั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5659/2561

การจะพิจารณาว่ากิจกรรมของโจทก์เป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขายหรือเพื่อรับจ้างให้บริการโฆษณาสินค้าให้แก่บริษัท ต. ควรพิจารณาจากวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดกิจกรรมของโจทก์ ซึ่งตามพยานหลักฐานเห็นได้ว่า โจทก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1104/2561

ป.รัษฎากร มาตรา 79 บัญญัติว่า ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าและการให้บริการได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าและการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 77/…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5552/2560

โจทก์รับจ้างก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างชำระค่าจ้างก่อสร้างให้โจทก์เพียงบางส่วนคงเหลือค่าจ้างค้างชำระ 87,602,523.10 บาท ต่อมาโจทก์กับผู้ว่าจ้างทำบันทึกข้อตกลงลดหนี้เงินค่าก่อสร้างลงเหลือ 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12873/2558

ป.รัษฎากร มาตรา 77/1 (10) บัญญัติว่า "บริการ" หมายความว่า "การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งมิใช่เป็นการขายสินค้า..." โจทก์รับจ้างยึดรถที่ผิดสัญญาเช่าซื้อจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ กำหนดอัตราค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้