Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13509/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า หนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นเอกสารปลอมอันถือได้ว่าจำเลยทั้งสามคัดค้านการนำเอกสารมาสืบโดยเหตุที่ว่าต้นฉบับปลอมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 วรรคสอง แต่โจทก์นำต้นฉบับเอกสารมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยานและอ้างส่งสำเนาต่อศาลแทนต้นฉบับเอกสาร ซึ่งก่อนจะส่งสำเนาโจทก์ให้โอกาสจำเลยทั้งสามตรวจดูแล้ว จำเลยทั้งสามมิได้คัดค้านว่าสำเนาเอกสารไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ ประกอบกับต้นฉบับเอกสารโจทก์ต้องใช้เป็นประจำ การที่ศาลชั้นต้นรับสำเนาเอกสารไว้แทนต้นฉบับ เท่ากับอนุญาตให้รับคืนต้นฉบับเอกสารและส่งสำเนาเอกสารไว้แทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 127 ทวิ จึงรับฟังสำเนาเอกสารเป็นพยานหลักฐานได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 3,602,193.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,157,880 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,602,193.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,157,880 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทกองทุนรวม มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของโจทก์เมื่อปี 2540 บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เงินกู้ยืมของจำเลยที่ 1 ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสั่งปิดกิจการ ตกอยู่ใต้การกำกับดูแลขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ต่อมาองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินนำสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ออกขายทอดตลาด และโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามเพื่อเรียกเงินกู้ยืมไปจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท

จำกัด (มหาชน) เป็นคดีนี้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า สำเนาหนังสือมอบอำนาจและสำเนาหนังสือมอบอำนาจช่วงรับฟังเป็นพยานว่า โจทก์มอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนจริง เห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า หนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมอันถือได้ว่าจำเลยทั้งสามคัดค้านการนำเอกสารนั้นมาสืบโดยเหตุที่ว่าต้นฉบับนั้นปลอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 วรรคสอง แล้ว แต่โจทก์ก็ได้นำต้นฉบับเอกสารนั้นมาแสดงต่อศาลในวันสืบพยาน ส่วนสำเนาพยานเอกสารดังกล่าว โจทก์อ้างส่งต่อศาลแทนตัวฉบับเอกสารที่ยื่นต่อศาลในระหว่างนายอรรถพล พยานโจทก์เบิกความถึงการมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ซึ่งก่อนจะส่งสำเนาโจทก์ให้โอกาสจำเลยทั้งสามตรวจดูแล้ว และจำเลยทั้งสามมิได้คัดค้านว่าสำเนาเอกสารไม่ถูกต้องตรงกับต้นฉบับ

ประกอบกับได้ความจากนายอรรถพลว่า เนื่องจากโจทก์รับซื้อสินทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) สินทรัพย์ดังกล่าวมีลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สยามซิตี้ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) อยู่จำนวนมากที่โจทก์จะต้องฟ้องร้อง โจทก์ย่อมจำเป็นต้องใช้ต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงไปใช้เป็นพยานหลักฐาน จึงถือได้ว่าต้นฉบับเอกสารโจทก์ต้องใช้เป็นประจำ การที่ศาลชั้นต้นรับสำเนาเอกสารไว้แทนต้นฉบับ เท่ากับศาลชั้นต้นอนุญาตให้รับคืนต้นฉบับเอกสารและให้โจทก์ยื่นส่งสำเนาเอกสารไว้แทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ทวิ ดังนี้ศาลย่อมรับฟังสำเนาหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงเป็นพยานหลักฐานได้ และเห็นว่าหนังสือมอบอำนาจระบุให้มีอำนาจฟ้องคดี

ไม่ได้ระบุบุคคลที่จะถูกฟ้องไว้ ทั้งไม่ได้จำกัดเวลาการฟ้อง จึงเป็นการมอบอำนาจทั่วไป รวมถึงมอบอำนาจให้ยื่นฟ้องต่อศาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 (5) ผู้รับมอบสามารถกระทำฟ้องได้มากกว่าครั้งเดียวโดยโจทก์สามารถใช้หนังสือมอบอำนาจฟ้องลูกหนี้ของโจทก์ได้ทุกคดีโดยไม่จำกัดจำนวนคดีและตัวบุคคล และหนังสือมอบอำนาจเช่นนี้ไม่จำต้องระบุตัวบุคคลผู้จะถูกฟ้องไว้ตามที่จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ จึงฟังว่าการมอบอำนาจให้ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ที่จำเลยต่อสู้ว่าลายมือชื่อผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อปลอม ผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจก็ไม่มีตัวตน เห็นว่า โจทก์มีนายอรรถพลเบิกความถึงการมอบอำนาจประกอบหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจ กับหนังสือรับรองของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ

จำกัด และของบริษัทรีเทลรีคอฟเวอรี่ แมเนจเม้นท์ จำกัด ซึ่งจำเลยทั้งสามไม่นำสืบหักล้างว่าไม่ถูกต้องความจริง ได้ความว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด โดยนางวิวรรณและนายสุริพล กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนมอบอำนาจให้บริษัทรีเทลรีคอฟเวอรี่ แมเนจเม้นท์ จำกัด ฟ้องคดีแทนรวมทั้งให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วง และบริษัทรีเทลรีคอฟเวอรี่ แมเนจเม้น จำกัด โดยนายวัชรินทร์ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนมอบอำนาจช่วงแก่นายวิชิต และนายวิชิตมอบอำนาจช่วงต่อแก่นายเสริมศักดิ์หรือนายพงพันธ์ และนายพงพันธ์ได้ฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ เห็นว่า เฉพาะนางวิวรรณ นายสุริพลและนายวัชรินทร์ล้วนมีชื่ออยู่ในหนังสือรับรองซึ่งเป็นหนังสือที่เจ้าพนักงานทำขึ้นใช้ในราชการ

มีการตรวจสอบบุคคลผู้มีรายชื่อเป็นกรรมการกันมาแล้ว แสดงว่ามีตัวตนอยู่จริง จึงน่าเชื่อตามพยานเอกสารที่โจทก์นำมาสืบ แสดงว่าได้มีการมอบอำนาจกันดังที่นายอรรถพลเบิกความ แม้นายอรรถพลจะมิรู้เห็นขณะทำพยานเอกสารแต่ก็มีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าพยานจำเลยที่มีแต่คำเบิกความของพยานจำเลยลอย ๆ และเห็นว่า บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการแทนโจทก์ซึ่งเป็นกองทุนรวม จึงมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 124 วรรคสอง ย่อมมีอำนาจฟ้อง สรุปแล้วคดีฟังได้ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากคดียังมีประเด็นข้อพิพาทอีกหลายประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย เพื่อให้การวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเป็นไปตามลำดับชั้นศาล

สมควรให้ย้อนสำนวนไปศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นพิพาทดังกล่าว เมื่อผลของคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นเช่นนี้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามจึงเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันมิอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่จำเลยทั้งสาม

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาส่วนนี้เกิน 200 บาท แก่จำเลยทั้งสาม

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สนอง เล่าศรีวรกต · ประทีป ดุลพินิจธรรมา · สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ศาลล่าง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายอรรถพร เพชรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ - นายชาญวิทย์ รักษ์กุลชน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1434/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ7962/2545
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ4798/2546
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11692/2557

หนังสือรับรองข้อความที่นายทะเบียนเก็บรักษาไว้ตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ออกโดยนายทะเบียนการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2456/2526

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95 มิได้บัญญัติห้ามโดยเด็ดขาดมิให้รับฟังพยานบอกเล่าเสียเลยทีเดียว เมื่อพยานบอกเล่านั้นกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล ศาลย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังประกอบพย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1610/2500

เงื่อนไขบางประการแม้จะปรากฎอยู่ในนิติกรรม หากฟังไม่ได้ว่าเป็นเงื่อนไขที่คู่สัญญาเจตนาให้มีไว้ ก็ถือว่าเงื่อนไขนั้นไม่มีอยู่ในสัญญา กล่าวคือศาลไม่ถือเอาเงื่อนไขนั้นมาบังคับ.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2567

แบบขออนุญาตสร้างทางเป็นเพียงแบบพิมพ์ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่มาเบิกความรับรองนั้น แต่ในชั้นพิจารณาโจทก์มิได้คัดค้านการนำเอกสารดังกล่าวมาสืบ จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2567

จำเลยหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 จนได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย นิติกรรมจึงเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องที่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้