Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13537/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ทำการสืบสวนคดีอาญา เมื่อสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานจนทราบรายละเอียดแห่งความผิดแล้วว่าโจทก์อยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อน จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจกล่าวโทษได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (8) 17, 18, 125 และ 127 และเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121,130 และ 131 ซึ่งลักษณะความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงินที่กล่าวหา บัญชีเงินฝากของโจทก์ย่อมเป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างหนึ่งที่อาจพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามที่กล่าวหาได้ จำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจยึดหรืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้ตรวจสอบเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคสาม และ 132 อันเป็นการดำเนินการทางอาญาในความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงินตามอำนาจหน้าที่ของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ การดำเนินคดีส่วนแพ่งตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการธุรกรรม โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายในขณะนั้นไว้เป็นขั้นตอนตั้งแต่มาตรการยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินไปจนถึงการให้อำนาจตรวจสอบ สืบสวนสอบสวนและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร โดยค้าน้ำมันเถื่อนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (7) อันเป็นความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับการ กองตำรวจน้ำมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจจับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนย่อมมีอำนาจสืบสวนและรายงานข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมมีอำนาจหน้าที่โดยตรง เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่ามีพยานหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าธุรกรรมใดของโจทก์เกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมย่อมมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวได้ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 36 เมื่อจำเลยที่ 3 ได้ทำการสืบสวน กล่าวโทษและรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมของโจทก์มีพยานหลักฐานอ้างจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแสดงลำดับการดำเนินการมาสนับสนุนได้ชัดเจนถึงเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงและโจทก์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ทั้งทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่อาจชี้ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้หรือควรรู้ว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นเป็นความเท็จหรือโจทก์มิได้กระทำความผิดหรือเป็นการแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้นหรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือโดยทุจริตดังที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีมูลความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 157, 172, 173 และ 174

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 4, 32, 34, 35, 36 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 137, 157, 172, 173, 174 ให้จำเลยทั้งสามมีคำสั่งเพิกถอนการยึดและอายัด และการห้ามทำธุรกรรมสำหรับเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามคืนสมุดบัญชีเงินฝาก ทรัพย์สิน สิ่งของและเอกสารที่ยึดไว้แก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ทางไต่สวนของโจทก์ปรากฏตามคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรม สำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี และสำเนาหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเพียงว่า เมื่อสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีส่งข้อมูลการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการสืบสวนจับกุมผู้กระทำความผิด จำเลยที่ 3 ซึ่งได้รับมอบหมายได้สืบสวนจนทราบว่ากลุ่มผู้ค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ของประเทศมี 3 กลุ่ม โดยมีกลุ่มของโจทก์กับพวกรวมอยู่ด้วย จำเลยที่ 3 ได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งโจทก์ และรายงานผลการสืบสวนต่อจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงิน

จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรม มีคำสั่งให้ยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์กับพวกไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 10 วันทำการ ขณะเดียวกันผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ ในการนี้คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนโดยจำเลยที่ 3 ได้สั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ 3 บัญชี โดยไม่เรียกโจทก์ไปชี้แจงหรือแจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ นับถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเวลา 9 เดือน เห็นว่า การดำเนินการของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ล้วนอยู่ในขอบอำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 กล่าวคือ การที่จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ทำการสืบสวนคดีอาญา เมื่อสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานจนทราบรายละเอียดแห่งความผิดแล้วว่าโจทก์อยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อน

จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจกล่าวโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (8), 17, 18, 125 และ 127 และเมื่อจำเลยที่ 3 ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบในกรณีนี้ จำเลยที่ 3 ย่อมมีอำนาจสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาและเพื่อพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121, 130 และ 131 ซึ่งโดยลักษณะของความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงิน บัญชีเงินฝากของโจทก์ย่อมเป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดอย่างหนึ่งที่อาจพิสูจน์ให้เห็นความผิดตามที่กล่าวหาได้

จำเลยที่ 3 จึงมีอำนาจยึดหรืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้ตรวจสอบเพื่อประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม และ 132 อันเป็นการดำเนินการทางอาญาในความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรและฐานฟอกเงินตามอำนาจหน้าที่ของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบ สำหรับการดำเนินคดีส่วนแพ่งตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการธุรกรรม โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมตามกฎหมายในขณะนั้นไว้เป็นขั้นตอนตั้งแต่มาตรการยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินไปจนถึงการให้อำนาจตรวจสอบ

สืบสวนสอบสวนและส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตกเป็นของแผ่นดินได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากรโดยค้าน้ำมันเถื่อน ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรเป็นความผิดมูลฐานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (7) อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินด้วย จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับการกองตำรวจน้ำ มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจจับผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน ย่อมมีอำนาจสืบสวนและรายงานข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการและเป็นประธานกรรมการธุรกรรมมีอำนาจหน้าที่โดยตรง

เมื่อคณะกรรมการธุรกรรมเห็นว่ามีพยานหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่าธุรกรรมใดของโจทก์เกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือความผิดฐานฟอกเงิน จำเลยที่ 1 โดยมติที่ประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมย่อมมีอำนาจสั่งเป็นหนังสือยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ไว้เป็นการชั่วคราวได้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 36 และเมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำเลยที่ 3 ได้ทำการสืบสวน กล่าวโทษและรายงานข้อมูลการทำธุรกรรมกรณีของโจทก์นี้มีพยานหลักฐานอ้างจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินแสดงถึงลำดับการดำเนินการมาสนับสนุนได้ชัดเจนถึงเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงและโจทก์มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

ทั้งทางไต่สวนของโจทก์ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่อาจชี้ได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 รู้หรือควรรู้ว่าข้อมูลที่ได้รับมาเป็นความเท็จหรือโจทก์มิได้กระทำความผิด หรือเป็นการแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้นหรือเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือโดยทุจริตดังที่โจทก์กล่าวอ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 157, 172, 173 และ 174

ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไว้เป็นเวลานาน โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่โจทก์ แต่ถอนการยึดและอายัดแก่ผู้อื่นโดยเร็วทำนองว่ามีการเรียกรับสินบน เมื่อโจทก์กับพวกไม่ยอมจ่ายจึงไม่ได้รับการถอนอายัดเงินในบัญชีเงินฝาก และไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่อย่างไร เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

ศาลฎีกาเห็นว่า ในเรื่องนี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงว่า หลังจากมีการยึดทรัพย์สินและอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดรวมทั้งโจทก์แล้ว คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ประชุมพิจารณาคืนทรัพย์สินของบุคคลในกลุ่มของโจทก์ที่ยึดและอายัดไว้ถึง 18 รายการ และโจทก์เพิ่งกล่าวอ้างในชั้นฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 เรียกรับสินบนโดยไม่บรรยายถึงเหตุแห่งความไม่สุจริตไว้ในคำฟ้อง และในทางไต่สวนของโจทก์ไม่นำสืบหรือเสนอพยานหลักฐานใดให้ปรากฏพอที่จะรับฟังได้ ดังที่โจทก์อ้างในฎีกา ดังนั้น การที่คงอายัดเงินในบัญชีเงินฝาก 3 บัญชีตามฟ้องไว้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือโดยทุจริต

สำหรับข้อที่โจทก์อ้างว่า มีการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นระยะเวลานานเกือบ 1 ปี นับถึงวันฟ้อง โดยไม่แจ้งข้อกล่าวหา เมื่อโจทก์ขอให้เพิกถอนคำสั่งอายัด จำเลยที่ 3 ก็เพิกเฉย เห็นว่า ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นหลักฐานอันเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามที่กล่าวหาโจทก์ จำเลยที่ 3 ในฐานะพนักงานสืบสวนสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงมีอำนาจอายัดไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 วรรคสาม เมื่อคดีอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนยังไม่ถึงที่สุด การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เช่นกัน

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าเงินที่อายัดเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ อย่างไร ก็ปรากฏตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารว่า นอกจากจำเลยที่ 3 กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ร่วมกับพวกลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนแล้วยังได้มอบเอกสารหลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของโจทก์กับพวกแก่พนักงานสอบสวนด้วย ซึ่งหากโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดก็สามารถใช้สิทธิต่อสู้คดีตามที่ถูกกล่าวหาได้อยู่แล้ว พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ในการสั่งยับยั้งการทำธุรกรรมทางการเงินของโจทก์ และพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ในการสืบสวนสอบสวน กล่าวโทษ รายงานผลการสืบสวน และสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ตามฟ้องจึงไม่มีมูลความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประพันธ์ ทรัพย์แสง · สุรศักดิ์ สุวรรณประกร · ชำนาญ รวิวรรณพงษ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายชัยยันต์ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายธนิต รัตนะผล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.7091/2548
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ4841/2546
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1649/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13536/2553

จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจหน้าที่ทำการสืบสวนคดีอาญา เมื่อสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานจนทราบรายละเอียดแห่งความผิดแล้วว่าโจทก์อยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัยหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2311/2543

แม้พระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 64 บัญญัติให้อำนาจของเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ไว้ให้ถือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาย่อมมีความหมายว่า เจ้าหน้าที่ข…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12091/2558

ก่อนจับกุมโจทก์ทั้งสองได้มีการจับกุม ช. กับพวกในข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ช. ให้การว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ใช้จ้างวาน จึงมีการสอบสวน ขยายผลและจับกุมโจทก์ทั้งสองมาลงบันทึกประจำวันไว้ และตามสำเนารายงานป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5236/2549

การกระทำของโจทก์กับพวกเป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจได้ว่าเป็นการบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ และทำให้เสียทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนตรงตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6403/2545

การจับ ส. ที่บ้านได้กระทำโดยมีหมายจับที่พันตำรวจเอก ร. ออกโดยชอบและหมายค้นของศาลจังหวัดมีนบุรี เมื่อแสดงตนว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและแสดงหมายค้น ส. ซึ่งยืนอยู่ด้านในรั้วบ้านได้ปิดล็อกกุญแจรั้วหน้าบ้าน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้