Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1359/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ในการดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดให้มีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทำหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและให้อัยการสูงสุดฟ้องคดียังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณาคดีใช้ระบบไต่สวน ฉะนั้นความหมายของคำว่าข้าราชการการเมืองอื่นตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ต้องอยู่ในระดับเดียวกับตำแหน่งทางการเมืองที่กล่าวไว้โดยเฉพาะ มิใช่ข้าราชการการเมืองทั่วไป ทั้งความหมายของคำว่า ข้าราชการการเมืองอื่นตามคำนิยามศัพท์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 (5) ก็บัญญัติไว้แยกต่างหากจากคำว่าผู้บริหารท้องถิ่น ตามมาตรา 4 (7) ตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลที่จำเลยดำรงตำแหน่ง มิได้อยู่ในความหมายของคำว่าข้าราชการการเมือง ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 คดีของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งมีเขตอำนาจตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 65 และนับโทษต่อจากคดีอาญาทั้งสามคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 มาตรา 65 (ที่ถูก ไม่ต้องระบุพระราชบัญญัติสภาตำบลฯ มาตรา 65) จำคุก 2 ปี และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 เมื่อศาลรอการลงโทษไว้ จึงไม่อาจนับโทษในคดีนี้ต่อกับโทษของจำเลยในคดีอื่นได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารราชการองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย ข้อบัญญัติ ข้อบังคับ ประกาศ และระเบียบแบบแผนของทางราชการ รวมทั้งปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 จำเลยในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรได้รับหนังสือ ด่วนมาก ที่ มท.0881.12/1251 จากอำเภอสองพี่น้อง ให้เบิกจ่ายเงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนอาหารกลางวันแก่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร 9 โรงเรียน

รวมเป็นเงิน 338,500 บาท และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นโอนเงินแก่องค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรเพื่อเบิกจ่ายแก่โรงเรียนในสังกัดก่อนเปิดภาคเรียนวันที่ 30 ตุลาคม 2549 ต่อมาจำเลยเบิกจ่ายเงินแก่โรงเรียนทั้ง 9 แห่ง ช้ากว่ากำหนดเป็นเวลา 3 เดือนเศษ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรแล้วถึง 2 สมัย เกี่ยวกับเงินอุดหนุนสำหรับสนับสนุนอาหารกลางวันแก่นักเรียนในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะโอนเงินให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลบางตาเถรทุกปี เพื่อเบิกจ่ายแก่โรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุน จำเลยมีหน้าที่เบิกจ่ายเงินให้แก่โรงเรียนไปดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเอง ซึ่งจำเลยทราบข้อบังคับและแนวปฏิบัติดี แต่จำเลยกลับมีหนังสือแจ้งแก่โรงเรียนในสังกัดให้มาทำสัญญาจ้างเหมาอาหารกลางวันกับทางองค์การบริหารส่วนตำบลโดยไม่ยอมโอนเงินให้แก่โรงเรียน เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

พฤติการณ์ส่อไปในทางแสวงหาประโยชน์ การที่ไม่ยอมโอนเงินไปตามที่เคยปฏิบัติมีเจตนาให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ โรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียนและนักเรียนแล้ว แม้ในภายหลังจำเลยจะโอนเงินให้โรงเรียนในสังกัด ก็เป็นเวลาล่วงเลยมาถึง 3 เดือนเศษ จนมีผู้ร้องเรียนและเกิดความเสียหายแก่ทางราชการเป็นอย่างมาก เนื่องจากโรงเรียนไม่มีเงินจัดซื้อจัดจ้างอาหารกลางวันให้นักเรียนรับประทาน พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยนั้นไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง มีปัญหาตามคำแก้ฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

พ.ศ.2542 มาตรา 66 กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจดำเนินการไต่สวนและฟ้องจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางตาเถรไม่มีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า การดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 นั้น ต้องเป็นการดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งตามที่บทบัญญัติในมาตราดังกล่าวกำหนดไว้ คือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่น คำว่า ข้าราชการการเมืองอื่น บทบัญญัติในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมิได้ให้ความหมายไว้ จึงต้องพิจารณาตามความหมายในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง

พ.ศ.2535 ซึ่งข้าราชการการเมืองนั้น นอกจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแล้ว ยังรวมถึงรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการทบวง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงและรัฐมนตรีช่วยว่าการทบวงด้วย อีกทั้งยังหมายถึงบุคคลที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีจนถึงผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวง เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายในการจัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเงินและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 70 ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูลความผิดตามมาตรา 66 ให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

จะเห็นได้ว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้การดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูงเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงกำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติทำหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงและให้อัยการสูงสุดฟ้องคดียังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งการพิจารณาคดีใช้ระบบไต่สวน ฉะนั้นความหมายของคำว่าข้าราชการการเมืองอื่นต้องอยู่ในระดับเดียวกับตำแหน่งทางการเมืองที่กล่าวไว้โดยเฉพาะ มิใช่ข้าราชการการเมืองทั่วไป ทั้งความหมายของคำว่าข้าราชการการเมืองอื่นตามคำนิยามศัพท์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

พ.ศ.2542 มาตรา 4 (5) ก็บัญญัติไว้แยกต่างหากจากคำว่าผู้บริหารท้องถิ่น ตามมาตรา 4 (7) แม้จำเลยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล มีอำนาจหน้าที่ควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารองค์กร แต่องค์การบริหารส่วนตำบลเป็นเพียงราชการบริหารส่วนท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่และความรับผิดชอบน้อยกว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นผู้บริหารระดับชาติเป็นอย่างมาก ดังนั้น ตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลที่จำเลยดำรงตำแหน่ง จึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่าข้าราชการการเมืองอื่น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66 คดีของจำเลยไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งมีเขตอำนาจตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำแก้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 2 ปี นับโทษคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1538/2555 ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1756/2552 ของศาลแขวงสุพรรณบุรี ศาลรอการลงโทษ และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 71/2555 ของศาลชั้นต้น คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ฐานันท์ วรรณโกวิท · นพพร โพธิรังสิยากร · ไมตรี ศรีอรุณ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายชูเกียรติ เจียมสิริ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสุทิน อุ้ยตระกูล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3643/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ963/2555
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ2959/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้