Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1369/2493

พ.ศ. 2493 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ่อตาได้ยกครัวมาอยู่ร่วมเป็นครอบครัวกับลูกสาวลูกเขย จนลูกสาวตายลงแล้วได้ยกลูกสาวคนเล็กให้เป็นภริยาลูกเขยอีก ส่วนตนก็ยังคงอยู่ร่วม เป็นครัวเดียวกับลูกเขยต่อมา โดยไม่ขอแบ่ง หรือฟ้องขอแบ่งมรดกของลูกสาวคนแรกเกิน 1 ปี ก็ยังถือไม่ได้ว่า พ่อตาได้ทอดทิ้งไม่ฟ้องร้องว่ากล่าวขอแบ่งมรดก ของลูกสาวคนแรกในอายุความล่วงเลยเกิน 1 ปี เพราะพฤติการณ์ดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าพ่อตาได้เป็นเจ้าของในทรัพย์สินร่วมกับลูกเขยอยู่ด้วยทายาทด้วยกันบางคนขอให้ทนายความเข้ามาจัดการเกี่ยวข้องในเรื่องทรัพย์มรดกโดยลำพัง ถือว่าทนายนั้นไม่ใช่ผู้จัดการมรดกอันจะมีอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีจัดการและปันมรดกแต่มีฐานะเพียงแต่เป็นผู้เข้ามาจัดการทรัพย์สิน แทนทายาทผู้ที่ขอให้เข้ามาจัดการเท่านั้นทายาทด้วยกันทำความตกลงกันเองให้ทายาทคนหนึ่งเอาที่ดินของกองมรดกเป็นของตนโดยให้เอาเงินเข้ากองมรดกจำนวนหนึ่ง ดังนี้เรียกว่าเป็นการประมูลระหว่างทายาท มิใช่เป็นการขายทรัพย์มรดกให้พ้นจากการเป็นทรัพย์มรดกไปได้ หากเป็นการแบ่งมรดกกันเอง ฉะนั้นที่ดินนั้นยังคงเป็นทรัพย์สินในกองมรดกอยู่ ส่วนเงินจำนวนหนึ่งที่ทายาทผู้นั้นชำระในการประมูล ไม่กลายเป็นทรัพย์สินกองมรดกฉะนั้นถ้าในภายหลังเกิดมีการแบ่งที่ดินแปลงนี้กันใหม่ ทายาทผู้ชำระราคาในการประมูลไปแล้ว ย่อมมีสิทธิหักเงินจำนวน ที่ชำระไปแล้วคืนได้ถ้าได้มีการขายทรัพย์สินกองมรดกให้แก่บุคคลภายนอกแล้วและไม่ปรากฏว่ามีเหตุไม่สุจริตในการขาย ก็ควรต้องถือเอาจำนวนเงินที่ขายได้นั้นเป็นกองมรดกโดยหักค่าใช้จ่ายในการนั้นๆออกได้ชายหญิงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หญิงมอบเงินให้กับชาย เพื่อให้หาผลประโยชน์ให้ ชายจึงเอาเงินนั้นไปให้คนอื่นกู้ดังนี้ หาใช่เป็นการตั้งชายเป็นตัวแทนไม่ กรณีดังนี้ชายต้องรับผิดคืนเงินนั้นให้หญิงโดยต้องถือว่า ชายเป็นผู้ให้กู้ ย่อมมีสิทธิและความรับผิดต่อผู้กู้โดยตรงเงินที่หญิงมอบให้ชายไว้นั้น ก็เท่ากับเงินฝากซึ่งผู้รับฝาก จำต้องคืนให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672จำเลยให้การว่า สินสมรสไม่มีตามบัญชีท้ายฟ้องโจทก์ บางสิ่งก็ได้มาภายหลังที่ภรรยาตายแล้ว ซึ่งจำเลยนำสืบเวลาพิจารณา ดังนี้ ไม่เป็นการแสดงให้ชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ในรายการใด จำเลยจะกล่าวเอาเองว่าจะนำสืบในเวลาพิจารณานั้นย่อมไม่ได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์จากจำเลยในฐานที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของหลวงมานิตทุมามาน และจำเลยที่ 2 เป็นทายาทโดยกล่าวว่า(ก) เมื่อ 40 ปีมาแล้ว นางชุบ วิริยะมานิต บุตรีนายเชย วงษ์แพทย์ ซึ่งเป็นพี่สาวของโจทก์ร่วมบิดามารดาเดียวกัน ได้ทำการสมรสเป็นสามีภริยากับหลวงมานิตทุมามาน โดยนางชูบมีทรัพย์สินเดิมตามบัญชีท้ายฟ้องหมายเลข 1 รวมราคา 1,380 บาท และได้มีสินสมรสเกิดขึ้นในระหว่างเป็นสามีภริยากับหลวงมานิตฯ ดังบัญชีหมายเลข 2 รวมราคา 50,113 บาท 64 สตางค์ เมื่อ พ.ศ. 2485 นางชุบถึงแก่กรรมนายเชย วงษ์แพทย์ บิดามีสิทธิควรได้รับมรดกนางชุบรวมเป็นเงิน12,873 บาท แต่หลวงมานิตฯ และนายเชยยังมิได้แบ่งปันกัน คงปกครองร่วมกันมาจนนายเชย

วงษ์แพทย์ ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2488 โจทก์เป็นทายาทของนายเชยจึงขอรับมรดกแทนที่(ข) นอกจากทรัพย์มรดกนางชุบอันควรได้แก่นายเชยดังกล่าวแล้วนายเชยยังมีทรัพย์ส่วนตัว อันควรเป็นมรดกได้แก่โจทก์เก็บรักษาอยู่ในบ้านเรือนที่อยู่ร่วมกับหลวงมานิตฯ อีกดังบัญชีหมายเลข 3 รวมราคา 1,530 บาท(ค) เมื่อปีเศษมาแล้ว โจทก์ได้เป็นสามีภริยากับหลวงมานิตฯ โดยมีพิธีสมรสทางศาสนาโรมันคาทอลิก และอยู่กินด้วยกันมาจนหลวงมานิตถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2488 ในระหว่างอยู่กินด้วยกันหลวงมานิตฯ ได้เอาเงินของโจทก์ไปให้นายชื่อกู้ 2,000 บาท และได้ยึดสร้อยทองคำไว้เป็นหลักประกัน นอกจากนี้หลวงมานิตยังได้เอาสร้อยข้อมือ สร้อยคอของโจทก์ไปเก็บไว้อีก 4 สาย

ราคา 1,750 บาท ซึ่งกองมรดกหลวงมานิตฯ ต้องรับใช้ให้แก่โจทก์(ง) เมื่อหลวงมานิตฯ ถึงแก่กรรมลงแล้ว โจทก์ได้ออกเงินค่าทำศพสิ้นไป 552 บาท ตามบัญชี 4โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ใช้เงินตามฟ้องให้แก่โจทก์จำเลยต่อสู้ว่า นางชุบไม่มีสินเดิม ฟ้องขาดอายุความมรดกต่อสู้อย่างอื่นอีกหลายประการศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า(1) ไม่เชื่อว่านางชุบมีสินเดิม นางชุบจึงไม่มีสิทธิในส่วนสมรสของหลวงมานิตฯ โจทก์จึงไม่มีส่วนที่จะรับสินสมรสได้เช่นเดียวกัน(2) ฟังว่า ทรัพย์ตามบัญชีหมายเลข 3 บางรายการเป็นของนายเชย(3) เชื่อว่าหลวงมานิตฯ ได้เอาเงินของโจทก์ให้นายชื่นกู้ไป 2,000 บาทจริง และได้เก็บสร้อยของโจทก์ให้ตามบัญชีหมายเลข 5 อันดับ 2 จริง(4)

ค่าทำศพ 552 บาทเชื่อว่า โจทก์ได้จ่ายจริงจึงพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีเท่าที่กล่าวในข้อ 2, 3, 4 ส่วนจำเลยที่ 1 เข้ามาจัดการเกี่ยวข้องในเรื่องหน้าที่ทนายความและโดยความเรียกร้องของจำเลยอื่นที่เป็นทายาทจึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวโจทก์และจำเลยที่ 2, 3, 4 ต่างอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และพิพากษาแก้ว่า(1) ฟังว่านางชุบมีสินเดิม จึงมีสิทธิได้สินสมรส แต่ปรากฏว่านางชุบตายมาเกินกว่า 1 ปี นายเชยมิได้เรียกร้องขอส่วนแบ่งปันจากหลวงมานิตฯ คดีจึงขาดอายุความแล้ว(2) เรื่องทรัพย์นายเชย วินิจฉัยว่า ทรัพย์นายเชยมีมากกว่าที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยจึงพิพากษาแก้ว่า ให้จำเลยส่งทรัพย์หมายเลข 3 แก่โจทก์มากกว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษา นอกจากนั้นพิพากษายืนโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางชุบมีสินเดิม ฉะนั้นเมื่อนางชุบตาย นางชุบจึงมีมรดก คือสินเดิมและสินสมรสส่วนของนางชุบ ส่วนประเด็นที่ว่า สิทธิของนายเชยบิดาจะรับมรดกนางชุบขาดอายุความมรดกแล้วหรือยังนั้น เห็นว่า การที่นายเชยบิดานางชุบและพ่อตาหลวงมานิตฯ บุตรเขย ได้ยกครัวมาอยู่ร่วมเป็นครอบครัวเดียวกับลูกสาวลูกเขยจนลูกสาวตายลง จนลูกเขยได้โจทก์ซึ่งเป็นลูกสาวคนเล็กเป็นเมียอีกคนหนึ่ง แม้ยังมิได้จดทะเบียนสมรส ก็จะยังถือไม่ได้ว่า นายเชยทอดทิ้งไม่ฟ้องร้องว่ากล่าวขอแบ่งมรดกของนางชุบในอายุความล่วงเลย 1 ปี และเห็นว่านายเชยมีส่วนเป็นเจ้าของในกองทรัพย์สินที่จำเลยอ้างว่าเป็นมรดกของหลวงมานิตฯ ทั้งหมดนั้นอยู่ด้วย

โจทก์จึงมีสิทธิได้รับมรดกของนายเชย คือทรัพย์อันเป็นส่วนตัวเฉพาะนายเชยประเภทหนึ่ง และทรัพย์ที่นายเชยมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมอยู่ในกองทรัพย์สินของหลวงมานิตฯ เป็นส่วนมรดกของนางชุบ อันที่จะตกได้แก่นายเชยอีกประเภทหนึ่งสำหรับทรัพย์ประเภทหนึ่งนั้น เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าทรัพย์ตามบัญชีหมายเลข 3 เป็นของนายเชยทั้งหมดส่วนทรัพย์ประเภท 2 ฟังว่า นางชุบมีสินเดิมรวมเป็นเงิน 1,380 บาทสินสมรสจำเลยเถียงว่า ไม่มีตามบัญชีท้ายฟ้องโจทก์ และหลายสิ่งได้มาเมื่อนางชุบตายแล้ว ซึ่งจำเลยจะนำสืบในเวลาพิจารณาดังนี้ไม่เรียกว่า จำเลยแสดงชัดแจ้งในคำให้การว่าปฏิเสธรายการใด ศาลฟังว่าสินสมรส คือ ที่ดินบ้านเรือน คือ ที่ดินโฉนดที่ 2240 และเรือนปั้นหยาหนึ่งหลังปรากฏว่า

จำเลยที่ 1 ได้ทำความตกลงกับจำเลยที่ 2, 3 ให้จำเลยที่ 2 เอาเงินเข้ากองมรดก 500 บาท เพื่อเอาที่ดินเป็นของตนและให้จำเลยที่ 3 เอาเงินเข้ากองมรดก 2,500 บาท เพื่อเอาเรือนเป็นของตน เรียกกันว่า เป็นการประมูลระหว่างทายาท ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่างที่ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้จัดการมรดกอันจะมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีจัดการและปันมรดก ฉะนั้นจำเลยที่ 1 จึงมีฐานะเพียงแต่เป็นผู้เข้าจัดการทรัพย์สินแทนจำเลยที่ 2, 3, 4 และนางชี ฉะนั้นการที่จัดทำกันโดยเรียกว่า ประมูลกันเองในระหว่างทายาทนั้น จึงมิใช่เป็นการขายทรัพย์มรดกให้พ้นจากการเป็นทรัพย์มรดกไปได้ หากเป็นการแบ่งมรดกกันนั้นเอง ราคาที่ต่างชำระในการประมูลจึงไม่กลายเป็นทรัพย์สินกองมรดก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับที่ดินโฉนดที่ 2240 นั้น

ก็ยังหาได้มีการทำหนังสือและจดทะเบียนการซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างใดไม่ ยังไม่เป็นการซื้อขาย จึงชี้ขาดว่า ที่ดินโฉนดที่ 2440 ยังคงเป็นทรัพย์สิน ในกองมรดกรายนี้อยู่ โดยให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิเรียกเงินจำนวน500 บาทที่จ่ายเข้ากองมรดกคืนไป ส่วนสำหรับเรือนนั้นปรากฏว่าจำเลยที่ 3 รื้อไปหมดแล้ว ควรตั้งราคาตามที่โจทก์ตีราคามาท้ายฟ้องเพราะจำเลยไม่มีพยานผู้ชำนาญในการตีราคามาแสดงเป็นอย่างอื่นจึงกำหนดราคา 8,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 3 จะต้องส่งคืนเข้ากองมรดกหักเงิน 2,500 บาท ที่จำเลยที่ 3 ส่งเข้ากองมรดกไว้แล้ว ส่วนทรัพย์อย่างอื่น อันเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่ปรากฏว่ามีการขายให้แก่บุคคลที่ 3 ไปแล้วนั้น ไม่ปรากฏว่ามีเหตุส่อความไม่สุจริต ควรถือเอาราคาที่ขายได้นั้นเป็นกองมรดกโดยหักค่าใช้จ่ายในการนั้น ๆ ออกได้เงิน 2,000 บาท ที่หลวงมานิตฯ ได้ให้นายชื่นกู้ไปนั้นปรากฏว่าเป็นเงินของโจทก์ ฝ่ายจำเลยถือว่าหลวงมานิตฯ เป็นตัวแทนโจทก์โจทก์ต้องไปเรียกร้องจากลูกหนี้นั้นเอาเอง

ศาลฎีกาเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหลวงมานิตฯ กับโจทก์นั้นก็ยังเป็นผัวเมียกันโดยพฤตินัยเมียมอบเงินให้อยู่ในกำมือผัวเพื่อหาผลประโยชน์ให้ หาใช่เป็นการตั้งตัวแทนให้ไปทำนิติกรรมให้กู้อย่างใดไม่ หลวงมานิตฯ จึงต้องรับผิดคืนเงิน 2,000 บาท ให้โจทก์โดยถือว่าหลวงมานิตฯ เป็นผู้ให้กู้ย่อมมีสิทธิและความรับผิดต่อผู้กู้โดยตรงอยู่ เงินที่โจทก์มอบให้หลวงมานิตฯ ไว้นั้นเท่ากับเงินฝาก ซึ่งผู้รับฝากจำต้องคืนให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 จึงชี้ขาดว่าโจทก์มีสิทธิได้รับชำระเงิน 2,000 บาท จากกองมรดกด้วยจึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้โจทก์มีสิทธิแบ่งทรัพย์กองมรดกหลวงมานิตฯ ตามนัยที่กล่าวแล้วตามส่วนของโจทก์ด้วย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประมูล สุวรรณศร · เลขวณิชธรรมวิทักษ์ · มนูกิจวิมลอรรถ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2128/2567

ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท วรรคสอง บัญญัติ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9992/2560

ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ถึง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2765/2559

ตามคำฟ้องเป็นการกล่าวอ้างให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าการงานที่โจทก์ได้ทำไปแล้วในฐานะที่จำเลยเป็นคู่สัญญากับโจทก์ ส่วนที่โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้รับจ้างบริหารจัดการเรือ อ. จากเจ้าของเรือทำสัญญาว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2672/2559

คดีก่อน โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรม แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งเงินฝากในธนาคารต่าง ๆ และที่ดิน แต่สำหรับเงินฝากทั้งเจ็ดบัญชีในคดีนี้ เป็นคนละส่วนกับเงินฝากในคดีดังกล่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7844/2557

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ต่างเป็นทายาทโดยธรรมของ พ. เจ้ามรดกลำดับเดียวกัน ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งมรดกเท่ากัน ทั้งมีสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งร่วมกันจนกว่าจะแบ่งมรดกแล้วเสร็จ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้