คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ 23,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ในระหว่างพิจารณาบริษัทดาต้าโปรดักส์ทอปปังฟอร์ม จำกัด ยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลแรงงานกลางอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 23,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กรกฎาคม 2553) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับจำเลยร่วมให้ยกฟ้อง จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา และตามคำฟ้องคำให้การและทางนำสืบของคู่ความที่รับกันและไม่โต้แย้งกันได้ความว่า เดิมโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม ระหว่างทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจำเลยขึ้น โจทก์สมัครเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยโดยโจทก์จัดส่งเงินสะสมและจำเลยร่วมจัดส่งเงินสมทบ วันที่ 10 มกราคม 2553 โจทก์ยื่นหนังสือลาออกจากการทำงานต่อจำเลยร่วมโดยให้มีผลวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2553 แล้วต่อมาเดือนมีนาคม 2553 โจทก์ไปทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัททีเอส อินเตอร์พริ้น จำกัด ซึ่งเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกับจำเลยร่วมโดยผลิตสินค้าชนิดเดียวกันคือนามบัตรและปฏิทินพก
จำเลยจ่ายเงินสะสมและผลประโยชน์ของเงินสะสมแก่โจทก์แต่ปฏิเสธการจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ แล้ววินิจฉัยว่า ข้อบังคับของจำเลยและจำเลยร่วมที่ระบุห้ามจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบกรณีลาออกเพื่อไปทำงานกับคู่แข่งเป็นการห้ามประกอบอาชีพโดยไม่ระบุตำแหน่งหน้าที่ พื้นที่และระยะเวลา ถือเป็นข้อจำกัดทางทำมาหาได้ของลูกจ้างที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้ ส่วนที่จำเลยร่วมให้การว่าการที่โจทก์ไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจถือว่าจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายอันเป็นการปฏิบัติผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอีกข้อหนึ่งนั้นอยู่นอกเหนือคำให้การของจำเลย จำเลยร่วมจึงไม่มีอำนาจให้การต่อสู้ตั้งประเด็นใหม่ นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าจำเลยร่วมได้รับความเสียหาย แม้ว่าจำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่จำเลยร่วมไปแล้ว แต่จำเลยยังคงมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบแก่โจทก์
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมว่า ข้อบังคับของจำเลยที่กำหนดว่าจะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างที่ลาออกไปเพื่อทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 5 บัญญัติว่า "กองทุนจะมีขึ้นได้ต่อเมื่อลูกจ้างและนายจ้างตกลงกันจัดตั้งขึ้นและได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างตาย ออกจากงาน หรือลาออกจากกองทุน โดยลูกจ้างจ่ายเงินสะสมและนายจ้างจ่ายเงินสมทบตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุนนี้ ทั้งนี้จะจัดตั้งเป็นกองทุนนายจ้างเดียวหรือกองทุนหลายนายจ้างซึ่งอาจมีนโยบายการลงทุนนโยบายเดียวหรือหลายนโยบายก็ได้" มาตรา 8 วรรคหนึ่ง
บัญญัติว่า "ในการขอจดทะเบียนกองทุน ถ้าได้ปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6 และมีข้อบังคับถูกต้องตามมาตรา 9 และข้อบังคับนั้นไม่ขัดต่อกฎหมายหรือวัตถุประสงค์ของกองทุน ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนได้และออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนให้แก่กองทุนนั้น" และมาตรา 9 บัญญัติว่า ข้อบังคับของกองทุนอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้...(8) "ข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์วิธีการและระยะเวลาในการจ่ายเงินเมื่อลูกจ้างสิ้นสมาชิกภาพหรือเมื่อกองทุนเลิกตามมาตรา 25 ทั้งนี้ ข้อกำหนดนั้นจะต้องไม่ตัดสิทธิของลูกจ้างโดยปราศจากเหตุอันสมควร" ประกอบกับหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ว่า
"โดยที่เป็นการสมควรส่งเสริมให้มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยความสมัครใจของนายจ้างและลูกจ้างเพื่อประสงค์จะให้เป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน ระดมเงินออมภาคเอกชนเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในการนี้สมควรวางหลักเกณฑ์การดำเนินการและการจัดการกองทุนเพื่อให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมั่นคงและเป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้" เช่นนี้ เมื่อข้อบังคับของจำเลย ข้อ 3 กำหนดว่า กองทุนจะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสมทบ กรณี 3.7 ลาออกจากบริษัทนายจ้าง (จำเลยร่วม) เพื่อไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจ จึงมีลักษณะเป็นไปเพื่อคุ้มครองดูแลผลประโยชน์ในทางการค้าของจำเลยร่วมซึ่งเป็นนายจ้างแต่ฝ่ายเดียว และเป็นการห้ามลูกจ้างไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจหลังจากนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างไม่มีต่อกัน
อีกทั้งเป็นการตัดสิทธิลูกจ้างไม่ให้ได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์โดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำการที่ไม่ชอบไม่ถูกต้องไม่ควรในขณะที่เป็นลูกจ้าง ดังนั้นข้อบังคับของจำเลยที่กำหนดว่าจะไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์กรณีลูกจ้างลาออกจากงานเพื่อไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจจึงขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักประกันและสวัสดิการแก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน และเป็นข้อกำหนดที่ตัดสิทธิของลูกจ้างโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ.2530 มาตรา 9 (8) ถือว่าข้อบังคับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ตกเป็นโมฆะ ใช้บังคับไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 จำเลยจะปฏิเสธไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์โดยอ้างว่าโจทก์ลาออกจากงานเพื่อไปทำงานกับบริษัทคู่แข่งทางธุรกิจไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์แก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยและจำเลยร่วมไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน