Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1383/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งเบิกความโดยที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านและคำให้การในชั้นสอบสวนของพยานนั้น แม้ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้ แต่ศาลอาจรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่น ๆ ที่โจทก์นำสืบได้.(ที่มา-ส่งเสริม)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83 ริบปลอกกระสุนและหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางเฮียง แซ่จึง มารดาผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา288 ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ริบปลอกกระสุนและหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'คดีนี้โจทก์มีประจักษ์พยานมาสืบเพียงปากเดียว คือนายโสภณหรือโฉ สุขสวัสดิ์ แต่ประจักษ์พยานโจทก์ปากนี้เบิกความตอบโจทก์เสร็จและลงชื่อไว้ในคำให้การพยานแล้ว ศาลชั้นต้นให้เลื่อนไปสืบนายโสภณต่อพร้อมกับนายเจริญถนอมศักดิ์ ในนัดหน้าเพราะเป็นพยานคู่กัน แต่ในที่สุดโจทก์ก็ไม่อาจนำตัวนายโสภณมาสืบต่อได้ ทั้งไม่อาจนำตัวนายเจริญมาสืบได้เลย สำหรับคำเบิกความของนายโสภณนั้นระบุว่าพยานเห็นจำเลยกับนายเอนก แสงแก้ว น้องชาย ขับขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันมา แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสามคน นอกจากนี้โจทก์มีคำให้การชั้นสวบสวนของนายโสภณและนายเจริญ เอกสารหมาย ป.จ.3 และ ป.จ.4 มาส่งอ้างต่อศาล ตามเอกสารดังกล่าวนายโสภณและนายเจริญยืนยันว่า

เห็นจำเลยกับนายเอนกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสาม โดยมีรายละเอียดต่างๆ สอดคล้องต้องกัน และตรงกับคำเบิกความของนายโสภณในชั้นพิจารณาด้วย คำเบิกความของนายโสภณและคำให้การชั้นสอบสวนของนายโสภณและนายเจริญนั้น แม้ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยได้ เนื่องจากจำเลยไม่มีโอกาสซักค้านคำเบิกความและคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าว แต่ศาลอาจรับฟังพยานหลักฐานเหล่านี้ประกอบพยานหลักฐานอื่นๆ ที่โจทก์นำสืบได้ ได้ความจากนายพานิช โสอินทร์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลปากนคร อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช พยานโจทก์ว่า ขณะเกิดเหตุพยานรับประทานอาหารอยู่กับจ่าสิบตำรวจประเวศ แก้วสีดวง และพลตำรวจพิสิทธิ์ สุมลรัตน์ ได้ยินเสียงปืนดัง ก็พากันไปยังที่เกิดเหตุพบนางละเอียด (ผู้ตายคนหนึ่ง)

นอนคว่ำหน้าอยู่ข้างรถกำลังพยุงตัวลุกขึ้น พยานถามนางละเอียดว่าใครยิง นางละเอียดว่านายมณีเป็นคนยิงพยานก็เข้าใจว่าหมายถึงจำเลยเพราะนางฮวยแม่ยายจำเลยเคยฟ้องคดีนายธงชัยผู้ตายในข้อหาหมิ่นประมาท และขณะเกิดเหตุก็ฟ้องขับไล่นายธงชัยต่อศาล จ่าสิบตำรวจประเวศแก้วสีดวง ก็เบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายพานิชในเรื่องสาเหตุโกรธเคืองระหว่างแม่ยายจำเลยและนายธงชัยดังกล่าวนั้นนางเฮียง แซ่จึง โจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดานายธงชัยผู้ตายก็เบิกความรับรอง นอกจากนี้นายประสิทธิ์ โทนจินดา ซึ่งเคยเป็นลูกจ้างของนายธงชัยผู้ตายก็เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า เคยเห็นนางฮวยทะเลาะกับนางละเอียดผู้ตายหลายครั้ง และนางละเอียดเคยเล่าให้พยานฟังว่าจำเลยขู่จะฆ่านางละเอียดด้วย

อนึ่งในคืนวันเกิดเหตุนั้นเอง ร้อยตำรวจตรีจรินทร์ วัฒนไพรสาณฑ์ พนักงานสอบสวนได้บันทึกปากคำนางละเอียดผู้ตายไว้ในขณะที่นางละเอียดได้รับบาดเจ็บถูกยิงที่ท้องและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมหาราชต่อหน้าร้อยตำรวจโทสุเมธ จิตต์พาณิช ผู้ร่วมสอบสวน และนางสาวทิวาวิมลทรง พยาบาล ตามบันทึกดังกล่าวเอกสารหมาย จ.1 นางละเอียดให้การว่า คนร้ายมี 2 คน คนหนึ่งชื่อมณีเป็นตำรวจนางละเอียดได้พิมพ์ลายนิ้วมือไว้ด้วย นางสาวทิวา ร้อยตำรวจโทสุเมธ และร้อยตำรวจตรีจรินทร์ ก็ลงชื่อไว้ในบันทึกดังกล่าว ร้อยตำรวจตรีจรินทร์วัฒนไพรสาณฑ์ และนางสาวทิวา วิมลทรง ก็เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันว่า นางละเอียดระบุชื่อนายมณีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นคนร้าย ขณะนั้นนางละเอียดรู้สึกตัวดี

ที่จำเลยฎีกาว่านางสาวทิวาเบิกความแตกต่างกับร้อยตำรวจตรีจรินทร์ในข้อที่ว่า ในการสอบปากคำนางละเอียดดังกล่าวนั้น นางสาวทิวาเบิกความว่านางละเอียดระบุชื่อและนามสกุลของคนร้ายว่านายมณี แสงแก้ว แต่ร้อยตำรวจตรีจรินทร์ว่านางละเอียดระบุแต่ชื่อคนร้ายไม่ได้ระบุนามสกุลด้วยนั้น เห็นว่า นางสาวทิวาอาจเบิกความสับสนไปบ้างหาใช่ข้อสำคัญไม่ ทั้งนี้เพราะบันทึกเอกสารหมาย จ.1 ระบุชัดว่า นางละเอียดให้การว่าคนร้ายชื่อมณีเป็นตำรวจไม่ทราบนามสกุล

ศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายรายนี้พยานฐานที่อยู่ของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น'

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · เจริญ นิลเอสงฆ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6655/2538

ศาลชั้นต้นให้โจทก์ใช้คำถามนำในการซักถามผู้เสียหายที่เป็นพยานโจทก์ซึ่งเป็นอัมพาตไม่อาจพูดจาหรือเปล่งเสียงได้ แต่ตอบคำถามโดยวิธีพยักหน้า ยักคิ้ว หรือการนิ่งเฉย เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยป.วิ.พ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1207/2567

การจะเป็นความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติโดยร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว หรือสมคบกันตั้งแต่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 125/2567

การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ผู้กระทำต้องรู้ว่าสินค้าที่ตนนำเข้ามาในราชอาณาจักร จำหน่าย เสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย เป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 740/2566

แม้คําพิพากษาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นจะมีผลผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคําวินิจฉัยดังกล่าวที่ฟังข้อ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้