Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13955/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทน ค. ในการขายรถยนต์พิพาท โจทก์ก็นำสืบเรื่องดังกล่าวได้เพราะเป็นการสืบข้อเท็จจริงในรายละเอียด เนื่องจากในการติดต่อทำสัญญาซื้อขายกันอาจทำได้โดยตนเองหรือมีตัวแทนติดต่อทำสัญญาซื้อขายแทนกันก็ได้ ข้อความในสัญญาเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อผ่อนชำระราคาได้ กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทย่อมโอนไปยังผู้ซื้อทันทีแม้ยังไม่ได้จดทะเบียนรถยนต์พิพาทเป็นชื่อของโจทก์ก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทเป็นการไม่ชอบ โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทตามฟ้องได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งแสดงให้รถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ต่อกรมการขนส่งทางบก และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันกระทำการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงต่อกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ พร้อมทั้งส่งมอบสมุดคู่มือรายการจดทะเบียนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่กระทำการหรือกระทำการไม่ได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้พิพากษาว่ารถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งมอบคืนได้ให้ชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 270,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนรถยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ พร้อมทั้งส่งมอบสมุดคู่มือรายการจดทะเบียนรถยนต์ดังกล่าว หากไม่กระทำการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมให้ตกเป็นพับ คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีให้แก่จำเลยที่ 2 หากโจทก์ไม่สามารถส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ ให้โจทก์ชดใช้ราคาแทนเป็นเงิน 170,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งแทนจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีนายวสันต์เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า พยานนำรถยนต์พิพาทมาขายให้นายคมกฤตโดยส่งมอบรถยนต์พิพาทและคู่มือจดทะเบียนรถพร้อมเอกสารการโอนทางทะเบียนซึ่งนางณัฐธิดาลงลายมือชื่อช่องผู้โอนมอบให้นายคมกฤต โดยมีสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทลงวันที่ 30 สิงหาคม 2547 ระบุชื่อนายคมกฤตเป็นผู้ซื้อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุน ส่วนจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่านางณัฐธิดาขายรถยนต์พิพาทให้นายคมกฤต ดังนั้น นายคมกฤตจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ นอกจากนี้โจทก์เบิกความยืนยันว่าในวันที่ 9 กรกฎาคม 2548 โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นร้านขายรถมือสองของนายคมกฤต และนายคมกฤตเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเงินค่าซื้อรถยนต์พิพาทด้วยตนเอง

หลังจากโจทก์ชำระราคารถยนต์พิพาทครบถ้วนแล้ว โจทก์ได้ติดตามให้นายคมกฤตโอนทางทะเบียนเป็นชื่อโจทก์ตลอดมา โดยโจทก์มีนางสาวนภาภรณ์ ภริยานายคมกฤตเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์เคยโทรศัพท์แจ้งต่อพยานว่า โจทก์ได้ซื้อรถยนต์จากนายคมกฤตและติดตามให้นายคมกฤตจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ และพยานเคยสอบถามนายคมกฤตแล้ว นายคมกฤตแจ้งว่ากำลังตามหาเอกสารชุดโอนทางทะเบียนอยู่ แต่ปัจจุบันนายคมกฤตเสียชีวิตแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่ารถยนต์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 โดยในวันที่ 3 กันยายน 2547 นายธมนันท์หรือปราโมทย์กู้เงินจากจำเลยที่ 2 และได้นำคู่มือจดทะเบียนรถพร้อมเอกสารการโอนทางทะเบียนจำนำเป็นประกันเงินกู้ไว้กับจำเลยที่ 2 ต่อมาประมาณเดือนเมษายน 2548 นายปราโมทย์ไม่ชำระหนี้เงินกู้จึงนำรถยนต์พิพาทตีใช้หนี้เงินกู้โดยนางณัฐธิดาเจ้าของรถยนต์ยินยอมนั้น

จำเลยที่ 2 มีเพียงนางสาวกนกพร และนางสาวรุ่งรวี กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 2 เบิกความว่า นายปราโมทย์นำคู่มือจดทะเบียนรถพร้อมเอกสารการโอนทางทะเบียนมอบให้จำเลยที่ 2 ยึดไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ในวันที่ 3 กันยายน 2547 แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้นำนายปราโมทย์มาเบิกความยืนยันว่าได้ซื้อรถยนต์พิพาทหรือได้รับความยินยอมจากนายคมกฤตอันแสดงถึงสิทธิที่จะนำรถยนต์พิพาทไปตีใช้หนี้เงินกู้แก่จำเลยที่ 2 แต่อย่างใด ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า รถยนต์พิพาทจอดในร้านขายรถมือสองของนายคมกฤตเพื่อขายต่อหลายเดือนแล้วและโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากร้านขายรถมือสองของนายคมกฤต ส่วนที่จำเลยที่ 2 อ้างว่านายปราโมทย์นำรถยนต์พิพาทตีใช้หนี้เงินกู้แล้วก่อนวันที่ 9 กรกฎาคม 2548 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทนั้น

จำเลยที่ 2 มีเพียงนางสาวกนกพรและนางสาวรุ่งระวีเบิกความลอย ๆ ว่า นายปราโมทย์นำรถยนต์พิพาทตีใช้หนี้เงินกู้แก่จำเลยที่ 2 ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ประกอบกิจการด้านการเงินแต่กลับได้ความว่า จำเลยที่ 2 เพิ่งเปลี่ยนแปลงชื่อในคู่มือจดทะเบียนรถมาเป็นจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในวันที่ 7 มิถุนายน 2549 ภายหลังจากที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า นายปราโมทย์ยินยอมให้นำรถยนต์พิพาทมาตีใช้หนี้จำเลยที่ 2 แล้วถึง 1 ปีเศษ และเป็นเวลาภายหลังจากที่โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากนายคมกฤตแล้ว พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า รถยนต์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายคมกฤตในวันที่โจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายกับนายคมกฤต

แม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนนายคมกฤตในการขายรถพิพาท โจทก์ก็นำสืบเรื่องดังกล่าวได้เพราะเป็นการสืบข้อเท็จจริงในรายละเอียด เนื่องจากในการติดต่อทำสัญญาซื้อขายกันอาจทำได้โดยตนเองหรือมีตัวแทนติดต่อทำสัญญาซื้อขายแทนกันก็ได้ และตามสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท ระบุว่าโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทราคา 270,000 บาท วางเงินมัดจำไว้ 5,000 บาท ค้างชำระเป็นเงิน 265,000 บาท นำมาชำระในวันที่ 15 กันยายน 2548 หากผู้ซื้อไม่นำเงินมาชำระให้ตามกำหนด ผู้ซื้อยินยอมให้ผู้ขายริบเงินมัดจำทั้งหมด และยินยอมส่งมอบรถยนต์คืนให้แก่ผู้ขายหรือตัวแทนในทันที เห็นได้ว่า ข้อความในสัญญาเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อผ่อนชำระราคาได้

กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทย่อมโอนไปยังผู้ซื้อทันที แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนรถยนต์พิพาทเป็นชื่อของโจทก์ก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาทเป็นการไม่ชอบ โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนโอนรถยนต์พิพาทตามฟ้องได้ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อในรถยนต์พิพาทให้โจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์จึงไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าว เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทหมายเลขทะเบียน 7ษ - 4787 กรุงเทพมหานคร ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนรถยนต์พิพาทที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำขอต่อกรมการขนส่งทางบกเป็นชื่อของจำเลยที่ 2 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 6,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล · อนันต์ ชุมวิสูตร · ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
ศาลล่าง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายภคเชษ มีพันลม
ศาลอุทธรณ์ - นายก่อเกียรติ เอี่ยมบุตรลบ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2558/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1154/2550
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ9633/2550
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้