Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2538 (เลขอ้างอิง 1399)

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีสำนวนที่สองสำหรับโจทก์ที่4นั้นศาลอุทธรณ์ภาค3พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่4โดยฟังข้อเท็จจริงว่าเหตุละเมิดเกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลยที่2ฝ่ายเดียวจำเลยที่1หาได้มีส่วนประมาทด้วยไม่จำเลยที่1และโจทก์ที่2ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่1จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่4ดังนั้นการที่โจทก์ที่4ฎีกาว่าศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่1และศาลอุทธรณ์ที่2ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่4เพียง2,500บาทเป็นการไม่ถูกต้องเพราะโจทก์ที่4มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเต็มจำนวน5,000บาทเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์ที่4ฎีกาขอให้วินิจฉัยว่าจำเลยที่1เป็นฝ่ายประมาทกระทำละเมิดต่อโจทก์ที่4ด้วยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่4นั่นเองอันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค3ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับคดีสำนวนที่สองไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับฎีกาของโจทก์ที่3และจำเลยที่2ในสำนวนแรกนั้นโจทก์ที่3และจำเลยที่2ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค3ที่พิพากษาแก้เป็นว่าให้โจทก์ที่3และจำเลยที่2ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน172,881.25บาทแก่โจทก์ที่1คดีจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่งเช่นกันที่โจทก์ที่3และจำเลยที่2ฎีกาว่าจำเลยที่1มีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าจำเลยที่2ค่าเสียหายของโจทก์ที่1มีเพียงใดและโจทก์ที่3ควรมีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือไม่โจทก์ที่3กับจำเลยที่2จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่1และโจทก์ที่2หรือไม่ล้วนแต่เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาข้อกฎหมายของโจทก์ที่3และจำเลยที่2ในข้อที่ว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค3วินิจฉัยว่าเหตุละเมิดมิได้เป็นเพราะความผิดของจำเลยที่1แต่เป็นเพราะความผิดของจำเลยที่2แต่ผู้เดียวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและมิใช่เป็นประเด็นที่ขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค3เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์นั้นในข้อนี้โจทก์ที่1ได้กล่าวในอุทธรณ์ว่าเหตุที่รถยนต์เกิดชนกันจำเลยที่2เป็นผู้ก่อเพียงฝ่ายเดียวจำเลยที่1ไม่ได้ประมาทเลินเล่อจึงเป็นข้อที่โจทก์ที่1กล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค3ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสามสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกบริษัท นำสินประกันภัย จำกัด ว่า โจทก์ที่ 1 นาย วิฉุ้น แซ่เตีย ว่า โจทก์ที่ 2มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี ว่า โจทก์ที่ 3 นาง สุรีย์ จันทรว่าโจทก์ที่ 4 นายวิว ดวงหมุน ว่า โจทก์ที่ 5 และเรียกนายสมเกียรติหรือกึ้ง เพชรประสิทธิ์ ว่า จำเลยที่ 1นายโกศรี เหล่าธารทรัพย์ ว่า จำเลยที่ 2 นางสาวจำเนียร ชุนฟุ้งหรอืซุนฟ้ง ว่า จำเลยที่ 3 และพระสังฆราชเปโต คาเรตโต ว่า จำเลยที่ 4สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน 80-1695สมุทรสงคราม ไว้จากโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 3 ที่ 4 และโจทก์ที่ 3 ร่วมกันเป็นเจ้าของโรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ต

โรงเรียนดังกล่าวเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม-0130 ภูเก็ต ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับขี่ในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และโจทก์ที่ 3 เมื่อวันที่ 19ธันวาคม 2530 เวลา 9 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียนม-0130 ภูเก็ต ด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์บรรทุกน้ำมันที่โจทก์ที่ 1 รับประกันไว้ซึ่งขับโดยจำเลยที่ 1 ทำให้รถยนต์บรรทุกน้ำมันดังกล่าวเสียหลักไปชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน น-9867 นครศรีธรรมราช ซึ่งขับโดยโจทก์ที่ 5 ได้รับความเสียหายหลายรายการ ขอให้บังคับจำเลยที่ 2ที่ 3 ที่ 4 และโจทก์ที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน172,881.25 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และ 488,089 บาท แก่โจทก์ที่่ 2และให้ร่วมกันใช้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

จากต้นเงิน172,881.25 บาท และ 416,827 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และโจทก์ที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 2ที่ 3 ที่ 4 และโจทก์ที่ 3 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ที่ 1 ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 2 มิได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 4 และหรือโจทก์ที่ 3 ทั้งไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ความเสียหายเกิดขึ้นเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 เคลือบคลุม เพราะไม่เข้าใจว่าฟ้องให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในฐานะใด

เพราะจำเลยที่ 3 ที่ 4 มิได้เป็นเจ้าของโรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ต มิได้เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม - 0130ภูเก็ต ตามฟ้อง ทั้งมิได้เป็นนายจ้างหรือผู้มีอำนาจสั่งการให้จำเลยที่ 2 กระทำการใด ๆ ดังที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อ้างโรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ตเป็นโรงเรียนในเครือของโจทก์ที่ 3 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ม - 0130 ฟ้องโจทก์ที่ 1และที่ 2 มิได้ระบุว่าใครเป็นผู้แทนของโจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นนิติบุคคล ขอให้ยกฟ้องสำนวนที่สอง โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม - 0130 ภูเก็ต ใช้ในกิจการของโรงเรียนดาราสมุทรภูเก็ต ซึ่งเป็นโรงเรียนในเครือของโจทก์ที่ 3 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2530 เวลากลางวัน

จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์บรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน 80-1695 สมุทรปราการของโจทก์ที่ 2 ไปในทางการที่จ้างของโจทก์ที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวัง พุ่งเข้าชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม-0130 ภูเก็ต ของโจทก์ที่ 3 อย่างแรง ทำให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับความเสียหายเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 4ซึ่งโดยสารมาในรถยนต์ของโจทก์ที่ 3 ได้รับบาดเจ็บสาหัสขอให้บังคับโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 146,737.50 บาท และ 15,587.50 บาท ตามลำดับและให้เสียดอกเบี้ยอัตราร้องละเจ็ดครึ่งต่อปี แก่โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จากต้นเงิน 136,500 บาท และ 14,500 บาท ตามลำดับนับแต่วันฟ้อง (16 ธันวาคม 2531) เป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 1 ให้การว่า

โจทก์ที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม-0130 ภูเก็ต จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและโจทก์ที่ 1 มิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากสามีที่ชอบด้วยกฎหมายให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์ที่ 3 และที่ 4 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน 80-1695 สมุทรสงคราม มิได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1เหตุที่รถยนต์ชนกันมิได้เกิดในทางการที่จ้างของโจทก์ที่ 2 แต่เกิดในกิจการส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เอง แต่อย่างไรก็ตามเหตุที่เกิดมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 แต่เป็นเพราะจำเลยที่ 2ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ม-0130 ภูเก็ต ด้วยความประมาท ฟ้องโจทก์ที่ 3 เคลือบคลุม ค่าเสียหายสูงเกินไป

ขอให้ยกฟ้องสำนวนที่สาม โจทก์ที่ 5 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 5 เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน น.-9467 นครศรีธรรมราชจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของโจทก์ที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างขับรถด้วยความประมาทเลินเล่่อปราศจากความระมัดระวัง และขับรถด้วยความเร็วสูง เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ที่ 1 และที่ 2 ขับมาพุ่งเข้าชนกัน แล้วรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับครุดกับถนนผ่านพ้นสี่แยกพุ่งเข้าชนรถยนต์คันที่โจทก์ที่ 5 เช่าซื้อมาและขับอยู่ในช่องเดินรถของโจทก์ที่ 5 ในทิศทางรถสวนกับจำเลยที่ 1 อย่างแรง ได้รับความเสียหายมาก ตัวโจทก์ที่ 5และภรรยาได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3และโจทก์ที่ 2 ร่วมกัน หรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 210,795 บาทแก่โจทก์ที่ 5 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อไปนับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ให้การว่า

โจทก์ที่ 5 มิใช่ผู้เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน น-9467 นครศรีธรรมราช จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโจทก์ที่ 5 ฟ้องคดีนี้โดยมิได้รับความยินยอมจากภรรยาเป็นหนังสือโจทก์ที่ 5 จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ที 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกน้ำมันหมายเลขทะเบียน 80-1695 สมุทรสงครามจำเลยที่ 1 มิได้ขับรถบรรทุกน้ำมันในทางการที่จ้างของโจทก์ที่ 2แต่ได้ขับไปในกิจการส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เอง โจทก์ที 2จึงไม่่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 เหตุที่รถยนต์ชนกันมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 แต่เป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 แต่เพียงฝ่ายเดียว ฟ้องของโจทก์ที่ 5 ที่เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลเป็นฟ้องเคลือบคลุม

จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เห็นว่าค่ารักษาพยาบาลในส่วนของโจทก์ที่ 5 อย่างมากไม่เกิน 1,000 บาทเพราะโจทก์ที่ 5 ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ส่วนค่ารักษาพยาบาลในส่วนของภรรยาโจทก์ที่ 5 นั้น โจทก์ที่ 5 ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลแทนได้ ค่าเสียหายทั้งสิ้นจึงไม่ควรเกิน 25,000 บาทอย่างไรก็ตาม คดีนี้เกิดเหตุวันที่ 19 ธันวาคม 2530

โจทก์ที่ 5ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2532 จึงขาดอายุความแล้วขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า โจทก์ที่ 5 เป็นแต่เพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์ มิได้เป็นเจ้าของหรือได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของให้ฟ้องคดีแทนจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายใด ๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์ดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์ที่ 5มิได้บาดเจ็บสาหัส บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ฟ้องโจทก์ที่ 5 เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้และค่าเช่ารถยนต์เป็นฟ้องเคลือบคลุม ทั้งภรรยาของโจทก์ที่ 5 มิได้มอบอำนาจให้ฟ้องเรียกค่าเสียหายโจทก์ที่ 5 จังไม่มีอำนาจฟ้องแทนภรรยา จำเลยที่ 2มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 5 แต่ความเสียหายเกิดจากการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว จำเลยที่ 3 มิได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2เป็นแต่เพียงผู้รวมงานกันโดยมีโจทก์ที่ 3 เป็นนายจ้าง ฟ้องโจทก์ที่ 5 เกี่ยวกับค่าเสียหายขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 5 ถึงแก่ความตาย นางพาณิชย์ ดวงหมุนภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 3ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 62,500 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน93,413.50 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,500 บาทแก่โจทก์ที่ 4 พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2530 จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องโจทก์ที่ 3 และที่ 5โจทก์ที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

สำนวนแรกและสำนวนที่สองศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 172,881.25 บาท แก่โจทก์ที่ 1พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง(19 ธันวาคม 2531) ไปจนกว่าจะชำระแก่โจทก์ที่ 1 เสร็จ ให้จำเลยที่ 2และโจทก์ที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ที่ 1สำหรับค่าทนายความนั้น โจทก์ที่ 1 ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความให้ ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 4 นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ฎีกาสำนวนแรก และโจทก์ที่ 4ฎีกาสำนวนที่สองศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีสำนวนที่สองสำหรับโจทก์ที่ 4 นั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 4 โดยฟ้องข้อเท็จจริงว่า เหตุละเมิดเกิดขึ้นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 2ฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 หาได้มีส่วนประมาทด้วยไม่ จำเลยที่ 1และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 4 ดังนั้นการที่โจทก์ที่ 4 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 เพียง2,500 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ที่ 4 มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเต็มจำนวน 5,000 บาท เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการที่โจทก์ที่ 4 ฎีกาขอให้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทกระทำต่อโจทก์ที่ 4 ด้วยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 4 นั่นเองอันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับคดีสำนวนที่สองไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยสำหรับฎีกาของโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกนั้นโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ให้พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 172,881.25 บาท แก่โจทก์ที่ 1 คดีจึงมีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคหนึ่ง เช่นกัน ที่โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1มีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าจำเลยที่ 2 ค่าเสียหายของโจทก์ที่ 1มีเพียงใด และโจทก์ที่ 3 ควรมีสิทธิได้รับค่าเสียหายหรือไม่โจทก์ที่ 3 กับจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 หรือไม่ ล้วนแต่เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนฎีกาข้อกฎหมายของโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ให้ข้อที่ว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า เหตุละเมิดมิได้เป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 1 แต่เป็นเพราะความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและมิใช่เป็นประเด็นที่ขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์นั้นเห็นว่าในข้อนี้โจทก์ที่ 1 ได้กล่าวในอุทธรณ์ว่า เหตุที่รถยนต์เกิดชนกันจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อเพียงฝ่ายเดียวจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประมาทเลินเล่อ จึงเป็นข้อที่โจทก์ที่ 1 กล่าวไว้ โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์และเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 3และจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพโรจน์ คำอ่อน · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ชูชาติ ศรีแสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7307/2558

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนเสาคอนกรีตออกไปจากที่ดินของโจทก์กับเรียกค่าเสียหาย จำเลยมิได้ให้การต่อสู้คดี ถือได้ว่าเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ส่วนหนึ่ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3231/2557

ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการฎีกา บัญญัติให้คู่ความผู้ยื่นฎีกาต้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างไว้ให้ชัดแจ้งในฎีกา แต่ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่อ้างข้อเท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4642/2555

โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้ประเมินราคาทรัพย์เสียหายโดยมีหลักฐานเรื่องความเสียหายชัดเจนนอกจากนี้กระทรวงการคลังได้วางหลักเกณฑ์ ไว้ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มฟ้องต้องยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาต่อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3554/2552

ฎีกาของโจทก์ทั้งสามที่ว่า โจทก์ทั้งสามไม่ได้ปักหลักเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิคัดค้านการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสาม เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 268919)

การที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงผู้เดียว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่ฟังว่า ย. ลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย อุทธร…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้