Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1402/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม แต่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้และจำเลยก็มิได้โต้แย้ง จึงถือว่าจำเลยยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นไว้เท่านั้น เมื่อจำเลยยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นในชั้นฎีกาจึงเป็นปัญหาที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249สัญญาจะซื้อขายระบุชัดว่าโจทก์วางมัดจำเป็นเงิน 400,000บาทจำเลยจะนำสืบโต้เถียงเพื่อให้ศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอันมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความที่ปรากฏในเอกสารหาได้ไม่ ต้องห้ามตามป.วิ.พ. มาตรา 94.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอเลิกสัญญาและเรียกมัดจำจำนวน 400,000บาท คืนพร้อมดอกเบี้ยและเรียกค่าเสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า ได้ทำสัญญาจะซื้อขายตามเอกสารท้ายฟ้องจริง แต่โจทก์วางมัดจำด้วยรถยนต์ บี.เอ็ม.ดับบลิว.520 ซึ่งขายได้เงินเพียง 290,000 บาทจำเลยขอให้โจทก์ชำระส่วนที่ขาดให้ครบ 400,000 บาท โจทก์เพิกเฉย จึงถือว่าโจทก์วางมัดจำเป็นจำนวน 290,000 บาทเท่านั้น จำเลยก่อสร้างตึกเสร็จเรียบร้อยทันตามกำหนด โจทก์เองไม่มีเงินมาชำระให้จำเลย โจทก์มิได้เสียหายตามฟ้อง ไม่มีสิทธิเรียกร้องใด ๆเอากับจำเลยเพราะโจทก์เองเป็นฝ่ายผิดสัญญา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินมัดจำ 400,000บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2523 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเห็นควรเป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น เห็นว่า ปัญหานี้แม้จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การก็ดีแต่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ซึ่งจำเลยก็มิได้โต้แย้ง จึงถือว่าจำเลยยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นไว้เท่านั้น การที่จำเลยยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นฎีกา จึงเป็นปัญหาที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งปัญหานี้ไม่ใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงต้องห้ามยกขึ้นฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยได้ก่อสร้างตึกพิพาทซึ่งตกลงจะขายให้โจทก์แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญาหรือไม่ข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์ตามเอกสารภาพถ่ายหมาย จ.2ถึง จ.5 แสดงให้เห็นสภาพของตัวอาคารทั้งภายนอกและภายในว่ายังไม่แล้วเสร็จที่บุคคลจะเข้าอยู่อาศัยในสภาพปกติได้โดยเฉพาะห้องน้ำห้องส้วมซึ่งเป็นส่วนสาระสำคัญก็ยังมิได้ติดตั้งเครื่องสุขภัณฑ์ จำเลยคงยอมรับภาพถ่ายตามเอกสารหมายจ.2 ส่วนภาพถ่ายอื่นซึ่งแสดงให้เห็นสภาพการก่อสร้างอันยังไม่แล้วเสร็จภายในตัวอาคาร

จำเลยฎีกาโต้แย้งเป็นทำนองว่าโจทก์อาจจะไปถ่ายภาพมาจากอาคารอื่นซึ่งมิใช่อาคารที่พิพาท สำหรับปัญหานี้นอกจากโจทก์จะมีเอกสารภาพถ่ายมาแสดงดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังมีพยานบุคคล คือ พันตำรวจตรีสุรัตน์สำราญทรัพย์ และนายประยุทธ วงษ์อุบล มาสืบยืนยันว่า การก่อสร้างตึกพิพาทยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์โดยเฉพาะคำนายประยุทธ ซึ่งเป็นพยานคนกลางมิได้มีส่วนได้เสียในคดีย่อมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยพยานปากนี้มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด สาขาวงเวียนใหญ่ เบิกความว่าโจทก์ได้มาขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีและประสงค์จะนำตึกพิพาทมาเป็นหลักประกัน ได้ตกลงจะทำสัญญากันในวันที่ 15 มิถุนายน2523 อันเป็นวันเดียวกันกับที่จำเลยจะโอนตึกพิพาทมาเป็นของโจทก์

พยานจึงไปตรวจดูหลักทรัพย์ดังกล่าว ปรากฏว่าตึกพิพาทยังปลูกสร้างไม่แล้วเสร็จ จึงไม่มีการทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองต่อกัน ส่วนคำพันตำรวจตรีสุรัตน์ ซึ่งจำเลยติว่าเป็นพิรุธ เพราะพยานรับราชการอยู่คนละท้องที่กับที่ซึ่งตึกพิพาทตั้งอยู่ แต่กลับมาเบิกความเป็นพยานให้โจทก์นั้น เห็นว่าพยานจะมีตำแหน่งประจำอยู่ในท้องที่ใดไม่สำคัญ โจทก์ชอบที่จะอ้างมาสืบในข้อเท็จจริงที่พยานรู้เห็นเพื่อประโยชน์แก่คดีของโจทก์ได้ ไม่ถือเป็นพิรุธแต่อย่างใด พยานโจทก์ทั้งสองปากนี้จึงมั่นคงฟังประกอบเอกสารภาพถ่ายดังกล่าวเชื่อได้ว่าในวันที่ 15 มิถุนายน 2523อันเป็นวันนัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามสัญญาจะซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 และ

ล.3 นั้น ตึกพิพาทยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์จำเลยจึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญา จะแก้ตัวว่าตกลงซื้อขายกันในสภาพที่เป็นอยู่เช่นนั้นย่อมฝืนต่อความเป็นจริงและสภาพปกติธรรมดา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น สำหรับปัญหาที่ว่า โจทก์วางมัดจำเป็นจำนวนเท่าใดนั้นตามเอกสารหมาย จ.1 และ ล.3 ระบุไว้ชัดว่าเป็นจำนวนเงิน 400,000บาท จำเลยจะนำสืบโต้เถียงเพื่อให้ศาลฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นอันมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความที่ปรากฏในเอกสารหาได้ไม่ กรณีต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่คิดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2523 อันเป็นวันทำสัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์จำเลยเป็นต้นไปนั้น เป็นการกำหนดดอกเบี้ยให้เกินเลยไปจากคำขอที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 400,000 บาท นับจากวันที่ 21 พฤศจิกายน2523 อันเป็นวันที่จำเลยได้รับแจ้งการบอกเลิกสัญญาจากโจทก์เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้โจทก์เสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ'.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สวัสดิ์ รอดเจริญ · ดุสิต วราโห · คำนึง อุไรรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2521/2559

การจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกฎหมายกำหนดรูปแบบและหลักฐานในการทำสัญญากันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสอง ว่า สัญญาจะขายหรือจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้มีหลักฐานเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5658/2552

ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงที่จำเลยที่ 2 ได้มาเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และเป็นสินสมรสระ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6446/2552

การที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ไปเพียง 15,000 บาท แต่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โดยระบุจำนวนเงินกู้ไว้ 40,000 บาท เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินในกรณีที่จำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1602/2551

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วมแล้ว ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมถูกโต้แย้งสิทธิในชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 จำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3380/2549

คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดชอบตามสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยย่อมนำสืบข้อเท็จจริงตามคำให้การได้ว่า ไม่เคยกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากโจทก์ แต่ได้ลงชื่อในสัญญากู้ยืมเงินมอบให้โจทก์โดยยังไม่ได้กรอกข้อความ เพื่อใ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้