Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1414/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยมิได้ส่งมอบสิ่งของตามสัญญาซื้อขายภายในกำหนดเวลา โจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยส่งมอบ โดยระบุว่าขอสงวนสิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าปรับตามสัญญาจากจำเลยด้วยแสดงว่าโจทก์ไม่มีความประสงค์จะเลิกสัญญากับจำเลยเลยจำเลยมีหน้าที่จะต้องส่งมอบสิ่งของให้ถูกต้องตามสัญญาเมื่อจำเลยส่งมอบแล้วแต่สิ่งของนั้นไม่ถูกต้องตรงตามสัญญาก็ต้องถือว่าจำเลยมิได้ส่งมอบสิ่งของตามสัญญาซื้อขายภายในกำหนดเวลา โจทก์ได้ให้โอกาสจำเลยเพื่อให้ปฏิบัติตามสัญญา แต่ในขณะเดียวกันระยะเวลาที่ล่วงเลยมานั้นก็ยังคงถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาและต้องชำระค่าปรับจากการส่งมอบสิ่งของล่าช้ากว่ากำหนด จนกระทั่งโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ จึงมีหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญา ซึ่งตามสัญญาข้อ 9 วรรคสาม มีข้อความว่าในระหว่างที่มีการปรับนั้น ถ้าผู้ซื้อเห็นว่าผู้ขาย ไม่อาจจะปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ ผู้ซื้อจะใช้สิทธิ บอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันตามสัญญาข้อ 7 กับเรียกร้อง ให้ชดใช้ราคาที่เพิ่มขึ้นตามสัญญาข้อ 8 วรรคสอง นอกเหนือจากการปรับจนถึงวันบอกเลิกสัญญาก็ได้ ถือว่าโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 9 มิใช่ตามสัญญาข้อ 8 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าปรับตามข้อสัญญาดังกล่าวได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2530 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาขายเครื่องตัดหนังคิ้วและตีเบอร์พื้นใน แบบรุ่น 352 มีคุณสมบัติและลักษณะถูกต้องตามแคตตาล็อกและรายละเอียดแนบท้ายสัญญา 1 เครื่องราคา 318,236 บาท กำหนดส่งมอบภายใน 180 วัน นับแต่วันทำสัญญาถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2531 ครั้นครบกำหนดส่งมอบสินค้าจำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบสินค้าแก่โจทก์ จนวันที่ 17 มีนาคม 2531จึงได้ส่งมอบสินค้า ปรากฏว่าสินค้าที่ส่งมอบไม่เป็นไปตามรายละเอียดที่กำหนดในสัญญา แคตตาล็อกและรายละเอียดแนบท้ายสัญญา กล่าวคือชิ้นส่วนประกอบบางชิ้นไม่ใช่ของใหม่ ตามสัญญาระบุสินค้าแบบรุ่น352 แต่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรุ่น 352 - 60 ซึ่งเป็นแบบที่มีพูลเลย์ขนาดใหญ่กว่าที่กำหนดในสัญญา

โจทก์จึงติดต่อจำเลยที่ 1ให้รับสินค้าคืนไปและส่งมอบสินค้าให้ถูกต้องตรงตามสัญญาโดยสงวนสิทธิเรียกร้องเบี้ยปรับและค่าเสียหาย อันเกิดจากการส่งสินค้าล่าช้า ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2531สำหรับเบี้ยปรับนับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบสินค้าถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 131,113.23 บาท โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1ชำระเงินดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเบี้ยปรับและดอกเบี้ย 133,968.98 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 131,113.23 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเบี้ยปรับขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน131,113.23 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2531 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาโจทก์ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238, 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2530 โจทก์กับจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาซื้อขายเครื่องตัดคิ้วและตีเบอร์พื้นในแบบรุ่น 352 ผลิตจากโรงงานอัลบีโก ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน 1 เครื่อง ราคา 318,236 บาท กำหนดส่งมอบสินค้าภายใน 180 วัน นับแต่วันทำสัญญาเป็นต้นไป ตามสัญญาซื้อขายเครื่องตัดคิ้วและตีเบอร์พื้นในเอกสารหมาย จ.2 และ

จำเลยที่ 1 ได้ให้ธนาคารทหารไทย จำกัด ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์ตามสำเนาหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 แต่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้ทันตามกำหนด โจทก์จึงมีหนังสือเตือนให้ส่งสินค้าภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือตามเอกสารหมาย จ.5 เมื่อวันที่ 17มีนาคม 2531 จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ตามสำเนาใบส่งของ ใบกำกับสินค้าและใบตราส่งเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8กรรมการตรวจรับได้นัดทดสอบสมรรถนะของเครื่องจักรและตรวจรับมอบสินค้าวันที่ 4 เมษายน 2531 ผลการทดสอบปรากฏว่าสินค้าไม่ถูกต้องตรงตามที่ระบุไว้ในสัญญา เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2531โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย

จ.15มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิจะปรับจำเลยทั้งสองตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายเครื่องตัดคิ้วและตีเบอร์พื้นในเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 9 หรือไม่ เห็นว่าเมื่อจำเลยที่ 1 มิได้ส่งมอบสิ่งของตามสัญญาซื้อขายภายในกำหนดเวลา คือวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2531 โจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบสิ่งของดังกล่าว ตามเอกสารหมาย จ.5โดยในหนังสือแจ้งเตือนดังกล่าวโจทก์ได้ระบุไว้ด้วยว่า ขอสงวนสิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าปรับและค่าเสียหายตามสัญญาจากจำเลยที่ 1 ด้วยแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มีความประสงค์จะเลิกสัญญากับจำเลยที่ 1แต่ต้องการให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบส่งของตามสัญญาซื้อขาย จำเลยที่ 1มีหน้าที่จะต้องส่งมอบสิ่งของให้ถูกต้องตามสัญญา

เมื่อจำเลยที่ 1ส่งมอบแล้วแต่สิ่งของนั้นไม่ถูกต้องตามสัญญาก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1มิได้ส่งมอบสิ่งของตามสัญญาซื้อขายภายในกำหนดเวลา โจทก์ได้ให้โอกาสจำเลยที่ 1 เพื่อให้ปฏิบัติตามสัญญา แต่ในขณะเดียวกันระยะเวลาที่ล่วงเลยมานั้น ก็ยังคงถือว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาและต้องชำระค่าปรับจากการส่งมอบสิ่งของตามสัญญาล่าช้ากว่ากำหนดจนกระทั่งโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้จึงมีหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.15 ซึ่งตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 9 วรรคสาม มีข้อความว่า "ในระหว่างที่มีการปรับนั้น ถ้าผู้ซื้อเห็นว่าผู้ขายไม่อาจจะปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ ผู้ซื้อจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและริบหลักประกันหรือเรียกร้องจากธนาคารผู้ออกหนังสือค้ำประกันตามสัญญาข้อ 7กับเรียกร้องให้ชดใช้ราคาที่เพิ่มขึ้นตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 8 วรรคสอง

นอกเหนือจากการปรับจนถึงวันบอกเลิกสัญญาก็ได้"ปรากฏว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบสิ่งของตามสัญญาและแจ้งไปด้วยว่าโจทก์สงวนสิทธิที่จะปรับโจทก์ที่ 1 ตามสัญญา ในระหว่างที่มีการปรับโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจปฏิบัติตามสัญญาได้ โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา ถือว่าโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาข้อ 9มิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 8 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าปรับตามฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธวัชชัย พิทักษ์พล · มีพาศน์ โปตระนันทน์ · ชลอ บุณยเนตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14175/2558

หลังจากโจทก์ทราบว่าจำเลยผิดสัญญาไม่ส่งมอบต้นพันธุ์ยางพาราให้แก่โจทก์ครบถ้วน โจทก์ได้สั่งซื้อต้นพันธุ์ยางพาราจากบุคคลอื่นมาปลูกทดแทนลงในแปลงเพาะปลูกที่โจทก์ไถดินจัดเตรียมไว้ จึงถือได้ว่าโจทก์ได้รับประโ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6030/2554

แม้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ โดยยึดเอาเบี้ยปรับในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหาย และพิสูจน์ค่าเสียหายยิ่งกว่านั้นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 380 วรรคสองก็ตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3830/2552

ข้อตกลงซื้อขายหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ข้อ 3 วรรคแรก มีข้อความว่า "ผู้ขายตกลงเป็นผู้ค้ำประกันหนี้สินของบริษัท ก. มีวงเงินค้ำประกัน 350,000,000 บาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8282/2548

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่สามารถก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จตามกำหนด ขอให้ใช้เงินที่ชำระไปแล้วคืนและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7290/2548

จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมการขายอ้อยและน้ำตาลทรายจำนวน 972,303.26 บาท ซึ่งได้รับคืนจากกรมสรรพากรเพื่อไปชำระให้แก่กองทุนโจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับที่ 4 และที่ 5 ว่าด้วยการเรียกเก็บค…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้