เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์จึงต้องทวงถามและฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์ทั้งสองคน มิใช่โจทก์มีเจตนาให้หนี้เดิมยังไม่ระงับ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีเจตนาผูกพันตามเอกสาร จ.2 และจำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์แล้วนั้น จำเลยก็เบิกความลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน หนี้ค่ากระแสไฟฟ้าตามเอกสาร จ.2 มีจำนวนเกือบ1 ล้านบาท ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องการรับผิดก็ไม่ควรทำเอกสาร จ.2 ให้โจทก์ไว้และที่ศาลได้พิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีทั้งมวล แล้วฟังว่าจำเลยที่ 2 มีเจตนาผูกพันตนตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นการตีความโดยเพ่งเล็งเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนตามตัวอักษรแล้ว และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เอกสาร จ.2 มีเงื่อนไขบังคับหลังว่าจำเลยที่ 2 จะเข้าดำเนินกิจการแทนจำเลยที่ 1และให้ถือเอาหนี้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการชำระราคาตามสัญญาซื้อขายเมื่อข้อตกลงดังกล่าวไม่มีผลและไม่มีการซื้อขายกัน
จำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าดำเนินกิจการถือว่าเอกสาร จ.2 ไม่มีผลบังคับนั้น เห็นว่าตามพยานหลักฐานของจำเลยข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ดังฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าเอกสาร จ.2 มีเงื่อนไขอย่างใดส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอรับผิดเสียดอกเบี้ยเพียงอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในจำนวนหนี้ 425,966 บาท 72 สตางค์ ไม่ใช่เสียในอัตราร้อยละสิบสองต่อปีนั้น ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ เพราะเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยไม่ถูกต้องเพราะเหตุใด เมื่อเป็นดังนี้ศาลฎีกาก็รับวินิจฉัยให้ไม่ได้เพราะไม่ใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ และที่จำเลยฎีกาว่าขอให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นเป็นพับนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจกำหนดให้ฝ่ายจำเลยเสียค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ชอบแล้วไม่ควรแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 4,000 บาทแทนโจทก์"