Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 142/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์พบว่ามาตรวัดน้ำที่โจทก์ติดตั้งไว้เพื่อคำนวณหน่วยน้ำที่จำเลยใช้ชำรุด ต้องคำนวณตามจำนวนหน่วยน้ำที่ใช้ในเดือนก่อน ขอให้จำเลยชำระเงินค่าน้ำที่ค้างชำระศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้หนี้โจทก์ 12,997 บาท โดยฟังข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่ามาตรวัดน้ำไม่ชำรุด ซึ่งมีผลเท่ากับว่าจำเลยชนะคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงิน 42,514 บาท เต็มตามฟ้อง โดยฟังข้อเท็จจริงว่ามาตรวัดน้ำชำรุดตรงตามฟ้อง เป็นการแก้ข้อสำคัญตามประเด็นที่จำเลยชนะคดีในศาลชั้นต้นให้แพ้ทั้งหมด จึงเป็นการแก้ไขมาก ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248.(ที่มา-ส่งเสริม)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลโดยมีจำเลยที่ 2เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการได้ทำสัญญาการขอใช้น้ำในบ้านกับโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับจะปฏิบัติตามสัญญาและรับว่าข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้น้ำประปาของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาข้อบังคับดังกล่าวกำหนดว่าหากมาตรวัดน้ำเสียหรือชำรุด ทราบจำนวนน้ำที่ใช้ไม่ได้ให้คิดคำนวณหน่วยน้ำที่ใช้ตามจำนวนหน่วยน้ำที่ผู้ใช้น้ำได้ใช้ในเดือนที่แล้วมา โดยคิดถัวเฉลี่ย 3 เดือนก่อนที่ได้ใช้ไปแล้ว ต่อมาวันที่19 สิงหาคม 2524 โจทก์พบว่ามาตรวัดน้ำที่โจทก์ติดตั้งไว้เพื่อคำนวณหน่วยน้ำที่จำเลยที่ 1 ใช้นั้นชำรุด ได้ซ่อมแล้วเสร็จวันที่ 4 กันยายน 2524 จำนวนน้ำที่จำเลยที่ 1 ใช้ไปในเดือนสิงหาคม และกันยายน 2524 จึงต้องคิดคำนวณโดยวิธีเฉลี่ยได้ผลเฉลี่ยต่อเดือน

ๆ ละ 2,671 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นค่าน้ำและค่าธรรมเนียมเดือนละ 14,410.50 บาท รวมสองเดือนเป็นเงิน28,821 บาท จำเลยที่ 1 ไม่ยอมชำระเงินดังกล่าว โจทก์จึงงดจ่ายน้ำตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2524 จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าน้ำและค่าธรรมเนียมเดือนตุลาคม 2524 จำนวน 12,997 บาท จำเลยที่ 1 ค้างชำระรวมทั้งสิ้น 41,818 บาท ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 42,514 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 41,818บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า มาตรวัดน้ำของโจทก์ไม่ได้ชำรุดเสียหาย เหตุที่เลขหมายในมาตรวัดน้ำขึ้นน้อยกว่าปกติเพราะจำเลยเปิดน้ำใช้เพียงจำนวนเล็กน้อยโจทก์จึงไม่มีสิทธิทำการประเมินราคาการใช้น้ำตามระเบียบของโจทก์ได้ โจทก์มีสิทธิคิดได้ตามหมายเลขในมาตรวัดน้ำเท่านั้นซึ่งคิดเป็นเงิน 11,300 บาท ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน12,997 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2525 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยชดใช้เพียงเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองใช้เงิน42,514 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 41,818 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่ามาตรวัดน้ำชำรุดจนทราบจำนวนน้ำที่ใช้ไม่ได้ในเดือนสิงหาคม 2524 และในวันที่ 1 ถึงวันที่ 3กันยายน 2524 แต่เงินค่าน้ำที่โจทก์คิดก็ไม่ถูกต้อง แล้ววินิจฉัยว่า '...ส่วนปัญหาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้หนี้โจทก์ต้นเงิน 12,997 บาท โดยฟังข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยว่า มาตรวัดน้ำไม่ชำรุด ซึ่งมีผลเท่ากับว่าจำเลยชนะคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงิน 42,514 บาทเต็มตามฟ้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่า มาตรวัดน้ำชำรุดตรงตามฟ้องเป็นการแก้ข้อสำคัญตามประเด็นที่จำเลยชนะคดีในศาลชั้นต้นให้แพ้ทั้งหมดจึงเป็นการแก้ไขมากไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์26,104.09 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2525 จนกว่าชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสามศาล เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม1,800 บาท'.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ส่อง สุขะปุณณพันธ์ · เสนอ ศรนิยม · ยรรยง อิทธิพงษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้