เนื้อความคำพิพากษา
ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีคนแปบกหน้าไปบอกจำเลยที่ ๑ - ๒ ว่า โจทก์จ้างตนให้มาฆ่าจำเลย จำเลยพบโจทก์สอบถามโจทก์ว่าจ้างคนมาฆ่าจำเลยใช่ไหม โจทก์ปฏิเสธ จำเลยจึงไปแจ้งความไว้ต่อสถานีตำรวจตามนัยที่ว่ามานั้น ต่อมาหนังสือพิมพ์ซึ่งจำเลยที่ ๓ เป็นเจ้าของและผุ้จัดการได้ลงข้อความ ซึ่งจำเลยที่ ๑ - ๒ ได้แจ้งความขอความคุ้มครองไว้ต่อตำรวจ โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามกฏหมายลักษณะอาญา มาตรา ๒๘๒, ๒๘๖ และ ๓๓๙ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ - ๒ ไปถามโจทก์ตามเรื่องราวที่มีผู้มาบอกว่าจริงหรือไม่ มิได้ใส่ความโดยมุ่งหมายจะให้คนทั้งหลายดูหมิ่นเกลียดชังโจทก์ ส่วนจำเลยที่ ๓ ก็เสนอข่าวไปตามธรรมดาโดยได้ข่าวมาจากที่จำเลยที่ ๑ - ๒ ไปแจ้งความมิได้จงใจใส่ร้ายโจทก์ จึงพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ฏีกาข้อกฏหมายว่าคดีเข้าเกณฑ์ผิดตามกฏหมายลักษณะอาญา มาตรา ๓๓๙ ไม่ว่าจำเลยจะมีเจตนาหรือไม่ก็ตาม ศาลฏีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นการหมิ่นประมาท และที่โจทก์ว่าอาจทำให้คนดูหมิ่นเกลียดชังโจทก์นั้น ศาลล่างก็มิได้ยืนยันว่ามีพฤติกรรมขึ้นดั่งนั้น ถือได้ว่าโจทก์อ้างข้อกฏหมายโดยปราศจากขอเท็จจริงสนับสนุน
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน.