Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14505/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การปลอมลายมือชื่อของผู้อื่นลงในเอกสารเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก ส่วนการกรอกข้อความลงในเอกสารซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้นั้นเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 264 วรรคสอง ซึ่งองค์ประกอบของการกระทำในมาตรา 264 วรรคแรก และวรรคสองแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ เป็นการปลอมลายมือชื่อหรือเป็นการปลอมข้อความ เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธซึ่งเท่ากับต่อสู้ว่าไม่ได้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์ แต่หากทางพิจารณากลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันนำเอกสารที่มีลายมือชื่อโจทก์และมีข้อความซึ่งข้อความนั้นไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ไปใช้อ้างแสดงโดยไม่ได้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์เช่นนี้ ย่อมเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาะระสำคัญ ทั้งทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต่อสู้คดีไปโดยผิดหลง ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 137, 264, 267, 268

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปีรวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์มีชื่อและชื่อสกุลว่านางสาวใจทิพย์ ต่อมาปี 2514 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ตามสำเนาทะเบียนการสมรส หลังจากนั้นวันที่ 25 พฤษภาคม 2531 โจทก์จดทะเบียนหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ตามสำเนาใบสำคัญการหย่า หลังจากโจทก์จดทะเบียนหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3215 และ 7747 ตำบลท่าฉลอมและตำบลท่าจีน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อปี 2532 และปี 2534 ตามโฉนดที่ดิน โดยโจทก์เก็บรักษาโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไว้ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่ต่อมาวันที่ 22 สิงหาคม 2543 จำเลยที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับโดยอ้างว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้สูญหายไป ตามสำเนาคำขอ และในการนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครว่า

โฉนดที่ดินทั้งสองฉบับสูญหายไปจริง ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ตามคำขอโดยให้โจทก์ไปรับใบแทนโฉนดที่ดินด้วยตัวเอง แต่โจทก์ไม่ได้ไปรับ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครจึงยกเลิกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับ ตามสำเนาบันทึกข้อความ หลังจากนั้นปี 2545 จำเลยที่ 2 นำหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเลขที่ 3215 และ 7747 ไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับดังกล่าวอีกครั้งหนึ่ง โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้สูญหายไป ตามสำเนาคำขอ และในการนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครว่า

โฉนดที่ดินทั้งสองฉบับสูญหายไปจริง ตามสำเนาบันทึกถ้อยคำ เจ้าพนักงานที่ดินที่ดินทั้งสองฉบับไป ตามสำเนาบันทึกข้อความ ต่อมาเดือนมิถุนายน จังหวัดสมุทรสาครได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับตามคำขอโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับใบแทนโฉนด 2546 จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3215 และ 7747 ไปยื่นแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาคำขอจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม โดยจำเลยที่ 4 ได้ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครว่า ลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อของโจทก์และโจทก์มีความประสงค์ที่จะขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 จริง

เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่ผู้อื่นไปอีกทอดหนึ่ง ตามสำเนาโฉนดที่ดิน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ฐานใด ฝ่ายโจทก์มีโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความได้ความว่า หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3215 และ 7747 เมื่อปี 2532 และปี 2534 ตามโฉนดที่ดิน แล้ว โจทก์ได้นำต้นฉบับโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับไปเก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบางกะปิ ตามสำเนาสัญญาใช้ตู้นิรภัย

ต่อมาปี 2546 มีบุคคลมาติดต่อขอซื้อที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว โจทก์จึงไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครเพื่อขอทราบราคาประเมิน แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครแจ้งว่าที่ดินทั้งสองแปลงไม่ใช่ของโจทก์แล้ว โจทก์จึงขอตรวจสอบเอกสารและพบว่ามีการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับโดยใช้หนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เป็นหลักฐานในการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินเมื่อปี 2543 และปี 2545 และใช้หนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เป็นหลักฐานในการโอนขายที่ดินทั้งสองแปลงของโจทก์เมื่อปี 2546 ในส่วนของหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ นั้น ระบุว่าจำเลยที่ 2 ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ไปขอออกใบแทนโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับโดยอ้างว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้สูญหายไป โดยมีจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าโฉนดที่ดินทั้งสองฉบับได้สูญหายไปจริงอันเป็นความเท็จ

เพราะโจทก์เป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้เองตลอดมา สำหรับหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ระบุว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ให้ขายที่ดินทั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 4 ให้ถ้อยคำยืนยันแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่าลายมือชื่อผู้มอบอำนาจเป็นลายมือชื่อของโจทก์และโจทก์มีความประสงค์ที่จะขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 จริง อันเป็นความเท็จ เพราะโจทก์ไม่เคยมีความประสงค์เช่นนั้น โจทก์ตรวจสอบลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจแล้ว พบว่าลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจไม่ใช่ลายมือชื่อของโจทก์และโจทก์ไม่เคยทำหนังสือมอบอำนาจทั้งสามฉบับ หนังสือมอบอำนาจทั้งสามฉบับดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม

เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า เมื่อปี 2543 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เมื่อปี 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ และเมื่อปี 2546 จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เนื่องจากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ โจทก์จึงมีภาระหน้าที่ที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ฟังได้ตามฟ้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อโจทก์เบิกความยืนยันว่า ลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์แต่มีการปลอมลายมือชื่อ โจทก์จึงต้องพิสูจน์โดยแยกแยะให้เห็นกระจ่างว่า

ลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์มีลักษณะหรือลีลาการเขียนอย่างไรและมีข้อแตกต่างจากลายมือชื่อที่โจทก์อ้างว่ามีการปลอมขึ้นอย่างไร แต่โจทก์ไม่นำสืบเช่นนั้น ทั้งหากโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ด้วยตัวเองได้ โจทก์ควรส่งตัวอย่างลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์และลายมือชื่อที่โจทก์อ้างว่าเป็นลายมือชื่อปลอมไปให้เจ้าพนักงานที่มีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อเป็นผู้ตรวจพิสูจน์เปรียบเทียบและลงความเห็น แต่โจทก์ก็ไม่กระทำ ดังนี้ข้อที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ จึงเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ในทางกลับกัน ฝ่ายจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้นำสืบต่อสู้ทำนองเดียวกันว่า

ลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ โดยโจทก์เคยลงลายมือชื่อไว้หลายแบบตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน และสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งเมื่อพิจารณาลายมือชื่อของโจทก์ตามเอกสารที่ฝ่ายจำเลยนำสืบเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจแล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะที่คล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เปลี่ยนชื่อและชื่อสกุลหลายครั้งและเคยเปลี่ยนลายมือชื่อหลายแบบเพื่อให้ตรงกับชื่อและชื่อสกุลที่เปลี่ยนไป สอดคล้องกับสำเนาหนังสือมอบอำนาจ ที่ปรากฏลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจถึง 4 แบบ ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะมีการปลอมลายมือชื่อที่ยุ่งยากและซับซ้อนถึงเพียงนั้น

เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบพิสูจน์ได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจ คดีจึงฟังว่าลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 มิได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารดังฟ้อง

ที่โจทก์ฎีกาว่า แม้โจทก์จะฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ามีการกรอกข้อความปลอมลงในหนังสือมอบอำนาจ คดีก็ย่อมลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ได้เพราะเป็นการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารเช่นเดียวกันนั้น เห็นว่า การปลอมลายมือชื่อของผู้อื่นลงในเอกสารเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก ส่วนการกรอกข้อความลงในเอกสารซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้นั้นเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคสอง ซึ่งองค์ประกอบของการกระทำในมาตรา 264 วรรคแรกและวรรคสองแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ เป็นการปลอมลายมือชื่อหรือเป็นการปลอมข้อความ

เมื่อโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันปลอมลายมือชื่อของโจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธซึ่งเท่ากับต่อสู้ว่าไม่ได้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์แต่หากทางพิจารณากลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันนำเอกสารที่มีลายมือชื่อโจทก์และมีข้อความซึ่งข้อความนั้นไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ไปใช้อ้างแสดงโดยไม่ได้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์เช่นนี้ ย่อมเห็นได้ว่าข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องในข้อสาระสำคัญ ทั้งทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต่อสู้คดีไปโดยผิดหลง ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง และเมื่อวินิจฉัยได้ว่า

ลายมือชื่อในช่องผู้มอบอำนาจตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจ เป็นลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ มิใช่ลายมือชื่อปลอม ดังนั้น แม้หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 จะนำหนังสือมอบอำนาจทั้งสามฉบับดังกล่าวที่ลงลายมือชื่อที่แท้จริงของโจทก์ในช่องผู้มอบอำนาจไปใช้อ้างแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนดที่ดินก็ดี หรือเพื่อโอนขายที่ดินก็ดี ก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 กระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอม

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์ · สมยศ เข็มทอง · สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร - นายยอดชาย ชอบทางศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายปณัฏฐ์สรณ์ จิวัธยากูล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1957/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ3453/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ10207/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้