Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14508/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 นำเช็คพิพาทฟ้องโจทก์ในความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ไม่เป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ไม่มีมูลเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตาม ป.อ. มาตรา 175 และเมื่อเหตุดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 5 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ามีมูลได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 175, 177

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า ข้อหาฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 5 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และข้อหาเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เดิมบริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมของจำเลยที่ 1 จำนวน 3,500,000 บาท กำหนดผ่อนชำระหนี้ทุกวันที่ 16 ของเดือน รวม 36 เดือน เป็นเงินเดือนละ 125,328 บาท ต่อมาบริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด ประสบปัญหา โจทก์และนายวฤทธิ์ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทในขณะนั้นจึงเจรจาขอผ่อนผันการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ส่งตัวอย่างหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ทำหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ ส่งให้แก่จำเลยที่ 1 พร้อมสั่งจ่ายเช็คลงวันที่ล่วงหน้า

รวม 12 ฉบับ ซึ่งมีโจทก์และนายวฤทธิ์ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายและประทับตราบริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย โดยเช็คพิพาท 3 ฉบับ ในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของเช็คที่โจทก์ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 นำเช็คพิพาทเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 ดำเนินการแทนตามหนังสือมอบอำนาจ แล้วจำเลยที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 หรือจำเลยที่ 6 ฟ้องบริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด โจทก์และนายวฤทธิ์ต่อศาลแขวงพระนครใต้เป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค กล่าวหาว่าบริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด โจทก์และนายวฤทธิ์ในฐานะกรรมการและในฐานะส่วนตัวร่วมกันสั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้เงินกู้สินเชื่อเจ้าของกิจการซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องและศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องแล้ว โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มีมูลความผิดข้อหาฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 หรือไม่ เห็นว่า ตามตัวอย่างหนังสือแจ้งความประสงค์เป็นแบบฟอร์มการขอผ่อนผันการชำระหนี้ซึ่งระบุภาระหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยที่ 1 ไว้ชัดแจ้งว่า เพียงวันที่ 20 มิถุนายน 2549 เป็นเงิน 2,782,909.20 บาท และมีข้อความระบุว่าเป็นการขอผ่อนชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยในแต่ละงวด งวดละไม่น้อยกว่า 1.5% ของยอดหนี้ที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้นครบถ้วนและการที่จำเลยที่ 1 ยอมผ่อนผันการชำระหนี้ไม่เป็นการตัดสิทธิจำเลยที่ 1 ในอันที่จะยึดถือตามเงื่อนไขการให้สินเชื่อที่ระบุในสัญญาให้สินเชื่อและไม่ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่

รวมทั้งจำเลยที่ 1 อาจยกเลิกหรือเพิกถอนการผ่อนชำระหนี้เวลาใดก็ได้ตามแต่จะเห็นสมควร โดยระบุว่าต้องมีการออกเช็คสั่งจ่ายให้จำเลยที่ 1 จำนวน 12 ฉบับ ฉบับละ 42,000 บาท ลงวันที่ 16 ของทุกเดือน เริ่มเดือนสิงหาคม 2549 เป็นเอกสารประกอบการขอปรับปรุงโครงสร้างหนี้และตามหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ที่โจทก์และนายวฤทธิ์ในฐานะกรรมการบริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด มีไปถึงจำเลยที่ 1 ก็มีข้อความตรงกับเอกสารที่เป็นการเสนอขอผ่อนผันการชำระหนี้ แต่ข้อตกลงในการขอผ่อนผันการชำระหนี้เป็นเพียงการขอผ่อนผันด้วยการให้ผ่อนชำระหนี้ในแต่ละงวดเป็นจำนวนเงินน้อยลงกว่าจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละงวดตามสัญญาเท่านั้น ทั้งตามหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ก็ยังมีข้อความชัดเจนว่า

การผ่อนผันการชำระหนี้ไม่ตัดสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่จะยึดถือตามเงื่อนไขการให้สินเชื่อเดิมและไม่ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ นอกจากนั้นยังไม่ปรากฏว่ามีข้อความใดในหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ ที่แสดงว่าเช็คพิพาทที่โจทก์สั่งจ่ายลงวันที่ล่วงหน้าให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น เป็นเพียงหลักประกันหรือมีเงื่อนไขข้อตกลงให้ถือเป็นเช็คเพื่อชำระหนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 อนุมัติให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้แล้ว ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าขณะที่โจทก์ออกเช็คพิพาทนั้น บริษัทสินสยามโลหะกิจ จำกัด มีหนี้เงินกู้ค้างชำระอยู่แก่จำเลยที่ 1 จริงและโจทก์ออกเช็คระบุให้สั่งจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 1 โดยลงวันที่และจำนวนเงินที่สั่งจ่ายครบถ้วน ย่อมฟังได้ว่าเป็นการออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมายแล้ว

จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายและเมื่อปรากฏว่าถึงกำหนดชำระเงินตามเช็คแล้วจำเลยที่ 1 ไม่อาจเรียกเก็บเงินตามเช็คได้เพราะธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 5 นำเช็คพิพาทฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จึงเป็นการดำเนินการตามสิทธิโดยสุจริตตามกฎหมาย ไม่เป็นการเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา ไม่มีมูลเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 และเมื่อเหตุดังกล่าวเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีและเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 5 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ามีมูลได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 213 และมาตรา 225 ส่วนปัญหาว่าคดีโจทก์มีมูลในความผิดฐานเบิกความเท็จหรือไม่ นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ไม่มีมูลเป็นความผิดฐานฟ้องเท็จแล้ว การที่จำเลยที่ 6 เบิกความไปตามที่ฟ้องนั้น จึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ฎีกาทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 5 ในข้อหาฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์ · สมยศ เข็มทอง · สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ
ศาลล่าง
ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นางสาวอารีรัตน์ กิตติวินิชนันท์
ศาลอุทธรณ์ - นายธีรพงศ์ อุ่นชัย
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.4161/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1185/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้