Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14552/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องจำเลยฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยมีและใช้อาวุธปืน มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ โจทก์คงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำให้การรับสารภาพเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่ฟ้อง และศาลจะต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ แต่ในกรณีเช่นนี้โจทก์ไม่จำต้องนำสืบให้ได้ความชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยดังเช่นคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพียงมีพยานมาสืบให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามคำรับ ก็เป็นการเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้นได้ ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารถือได้ว่าความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากผู้เยาว์ไปโดยมีเจตนา จึงไม่ใช่เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง แต่ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ตาม ป.อ. มาตรา 310 วรรคแรก และฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืนตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) นั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายจะหน่วงเหนี่ยวเอาตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้กระทำชำเรา การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 277, 310, 317, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยแก้ไขคำให้การใหม่เป็นรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสาม และวรรคสี่, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 371 ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพกับฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี

ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืน จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 30 ปี 9 เดือน คำขอเพิ่มโทษให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง จำคุก 7 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 13 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 ปี 9 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่มีอยู่เพียงปากเดียว ทั้งเป็นเด็กหญิงอายุยังน้อย ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอเมื่อตกอยู่ในสภาพถูกข่มขู่บังคับโดยจำเลยกับพวกที่ใช้อาวุธปืนจี้เอาตัวขึ้นรถยนต์ไปจากที่พัก พาไปในสถานที่ต่าง ๆ ในเวลากลางคืนตลอดทั้งคืน ย่อมตกอยู่ในความกลัวยากที่จะหาทางหลุดพ้นขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น โดยเฉพาะถูกจำเลยทำร้ายตลอดทางไม่ว่าด้วยคำพูดหรืออากัปกิริยาที่ทำให้ผู้เสียหายที่ 1 เห็นจำเลยพกอาวุธปืนอยู่ การที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปที่ห้างสรรพสินค้า แล้วผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ขอให้พนักงานรักษาความปลอดภัยช่วยเหลือก็ดี หรือไม่หลบหนีในระหว่างเดินทางไปจังหวัดตราดก็ดี หรือจำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 เข้าไปในห้องนอนที่บ้านเพื่อนของจำเลยโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยข่มขู่บังคับผู้เสียหายที่ 1 ก็ดี จึงไม่อาจถือเป็นข้อพิรุธหรือข้อที่จะแสดงว่าผู้เสียหายที่ 1 สมัครใจไปกับจำเลยและยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราโดยจำเลยไม่ต้องใช้อาวุธปืนจี้บังคับ

ส่วนที่จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปบ้านมารดาของจำเลยรออยู่จนนายสุวิทย์บิดาของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 ตามไปพบโดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้หลบหนีหรือขอให้บุคคลใดช่วยเหลือ เป็นเหตุการณ์หลังจากจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ไม่ใช่ข้อที่จะบ่งชี้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเราโดยจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธปืนจี้บังคับเช่นกัน เพราะอาจเป็นกรณีที่จำเลยต้องการพาผู้เสียหายที่ 1 ไปหาบิดามารดาของตนเพื่อช่วยหาทางเยียวยาแก้ไขการกระทำผิดของจำเลย ดังคำเบิกความของนายสุวิทย์บิดาของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นพยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า วันรุ่งขึ้นหลังจากตามหาผู้เสียหายที่ 1 ไม่พบ พยานไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว

บิดาของจำเลยโทรศัพท์ถึงพยานและไปหาพยานพาไปพบผู้เสียหายที่ 1 มีการเจรจากันที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่นำข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืน แต่ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้นที่เชื่อตามคำยืนยันของผู้เสียหายที่ 1 ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนจี้บังคับข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนสำเร็จความใคร่ และเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยให้การรับสารภาพได้ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนการปรับบทลงโทษจำเลยในการกระทำความผิดข้อหานี้ต้องใช้กฎหมายที่ใช้บังคับขณะกระทำผิดคือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม)

เพราะกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2550 มาตรา 3 ยกเลิกความในมาตรา 277 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนทั้งมาตราไม่เป็นคุณแก่จำเลย แม้ความในมาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) เป็นมาตรา 277 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) มีอัตราโทษเท่ากันก็ไม่อาจปรับบทลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) และไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์หรือข้อเท็จจริงที่จำเลยจะไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ที่โจทก์ฎีกาขอให้ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ และศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่มาด้วยจึงไม่ถูกต้องชัดเจน ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับบทลงโทษในข้อหาความผิดนี้เสียใหม่

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยว กักขัง กระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพ กับฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารถือได้ว่าความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากผู้เยาว์ไปโดยมีเจตนาดังกล่าวแล้ว จึงไม่ใช่เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง แต่ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก และฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม)

นั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายจะหน่วงเหนี่ยวเอาตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้กระทำชำเรา การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุกตลอดชีวิต ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำต่างกรรม จำคุก 5 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งรวมทั้งโทษในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 28 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วาสนา หงส์เจริญ · สมควร วิเชียรวรรณ · ปิยกุล บุญเพิ่ม
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดระยอง - นายธีรวิชช์ ควรเสรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายวิเชียร โบราณวัฒน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.8376/2553
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ4493/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1159/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้