Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1462/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เงินบำเหน็จพิเศษที่โจทก์จ่ายเข้าบัญชีของพนักงานโดยให้พนักงานโอนเงินดังกล่าวมาเป็นเงินประกันตัว แล้วฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำของพนักงานแต่ละคนนั้น โจทก์มีระเบียบว่า พนักงานจะเบิกเงินในบัญชีเงินฝากประจำไม่ได้จนกว่าจะออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ถ้า ทำความเสียหายโจทก์มีสิทธิหักเงินจำนวนดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายได้เงินบำเหน็จพิเศษดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์จ่ายให้แก่พนักงานโดยเด็ดขาดเป็นเพียงรายจ่ายที่ต้องจ่ายในอนาคต จึงเป็นเงินสำรองตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1) โจทก์ไม่มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ การที่โจทก์พยายามออกระเบียบและใช้วิธีการทางบัญชีเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเพื่อไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แม้โจทก์จะให้ความสะดวกแก่จำเลยในการตรวจสอบบัญชี ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์เสียภาษีเงินได้ไม่ครบถ้วนโดยสุจริตจึงไม่มีเหตุควรงดหรือลดเงินเพิ่ม.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 27 ป.รัษฎากร มาตรา 65

คำฟ้องและคำให้การ

เงินบำเหน็จพิเศษที่โจทก์จ่ายเข้าบัญชีของพนักงานโดยให้พนักงานโอนเงินดังกล่าวมาเป็นเงินประกันตัว แล้วฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำของพนักงานแต่ละคนนั้น โจทก์มีระเบียบว่า พนักงานจะเบิกเงินในบัญชีเงินฝากประจำไม่ได้จนกว่าจะออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ถ้า ทำความเสียหายโจทก์มีสิทธิหักเงินจำนวนดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายได้เงินบำเหน็จพิเศษดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์จ่ายให้แก่พนักงานโดยเด็ดขาดเป็นเพียงรายจ่ายที่ต้องจ่ายในอนาคต จึงเป็นเงินสำรองตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (1) โจทก์ไม่มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ การที่โจทก์พยายามออกระเบียบและใช้วิธีการทางบัญชีเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเพื่อไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แม้โจทก์จะให้ความสะดวกแก่จำเลยในการตรวจสอบบัญชี ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์เสียภาษีเงินได้ไม่ครบถ้วนโดยสุจริตจึงไม่มีเหตุควรงดหรือลดเงินเพิ่ม.

โจทก์ฟ้องว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2523ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2523 โจทก์จ่ายเงินบำเหน็จพิเศษให้แก่พนักงาน19,903,249.32 บาท โดยโอนเงินนี้เข้าบัญชีเงินประกันตัวพนักงานแล้วโอนเข้าบัญชีเงินฝากประจำของพนักงานแต่ละคน ซึ่งโจทก์มีระเบียบว่า จะถอนเงินไม่ได้จนกว่าจะพ้นสภาพการเป็นพนักงานของโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของจำเลยแจ้งว่าเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งโจทก์นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ. 65 ตรี ให้โจทก์นำภาษีที่ขาด 6,966,137.27 บาทกับเงินเพิ่ม 1,393,227.44 บาทไปชำระให้จำเลย

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์โจทก์ โจทก์เห็นว่าเงินบำเหน็จพิเศษที่โจทก์จ่ายให้พนักงาน เป็นเงินที่โจทก์จ่ายเสร็จเด็ดขาด โดยมีระเบียบวางไว้ชัดเจน ทั้งโจทก์หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งตามกฎหมายแล้ว เงินดังกล่าวชอบที่โจทก์จะนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ โจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่กล่าวแล้วและงดหรือลดเงินเพิ่มให้โจทก์ด้วยจำเลยให้การว่า เงินบำเหน็จพิเศษที่โจทก์ให้พนักงาน พนักงานจะรับเงินจำนวนนั้นไม่ได้เลยตราบเท่าที่ยังเป็นพนักงานของโจทก์อยู่เพราะเงินจำนวนนั้นฝากเข้าบัญชีเงินฝากประจำของพนักงานซึ่งโจทก์มีระเบียบว่าพนักงานจะถอนระหว่างที่ยังเป็นพนักงานของโจทก์ไม่ได้กรณีพนักงานของโจทก์มีหนี้สิน

กระทำความเสียหาย หรือต้องรับผิดต่อโจทก์ เงินในบัญชีนี้อาจโอนกลับเข้าบัญชีเงินประกันหักหนี้โจทก์ได้ การจ่ายเงินบำเหน็จพิเศษดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการจ่ายให้พนักงานโดยเด็ดขาด เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรีโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีไม่สมควรงดหรือลดเงินเพิ่มให้ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดเงินเพิ่มให้โจทก์กึ่งหนึ่งนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ได้จ่ายเงินบำเหน็จพิเศษจำนวน19,903,244 บาท 32 สตางค์ ให้แก่พนักงานของโจทก์โดยการนำเงินที่จ่ายให้แก่พนักงานแต่ละคนเข้าบัญชีของพนักงาน แต่พนักงานจะต้องโอนเงินจำนวนดังกล่าวมาเป็นเงินประกันตัวของพนักงานที่ทำงานอยู่กับโจทก์แล้วนำเข้าฝากในบัญชีประจำของพนักงานแต่ละคน และเงินที่ฝากประจำนี้ไม่มีเงินที่พนักงานออกสมทบ

พนักงานจะเบิกเงินในบัญชีฝากประจำดังกล่าวไปไม่ได้ จนกว่าจะออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์ถ้าออกจากการเป็นพนักงานของโจทก์โดยทำความเสียหายให้โจทก์แล้วโจทก์มีสิทธิหักเงินจำนวนดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหายไว้เท่าที่โจทก์เสียหายได้ มีปัญหาว่าโจทก์มีสิทธินำเงินบำเหน็จพิเศษที่โจทก์ได้จ่ายให้พนักงานจำนวนดังกล่าวมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีของโจทก์ได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นกองทุนซึ่งลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นประกอบด้วยเงินที่ลูกจ้างต้องจ่ายส่วนหนึ่ง และนายจ้างจ่ายสมทบอีกส่วนหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดกันไว้ แต่เงินบำเหน็จพิเศษกรณีนี้โจทก์เป็นผู้จ่ายทั้งหมดแต่ฝ่ายเดียว จึงไม่อาจถือว่าเป็นเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและเงินบำเหน็จพิเศษดังกล่าวพนักงานกลับต้องนำส่งเงินที่แต่ละคนได้รับมาไว้กับโจทก์เพื่อเป็นประกันตัวพนักงาน ถึงแม้ว่าโจทก์จะโอนเงินที่พนักงานส่งเป็นประกันเข้าในบัญชีฝากประจำของพนักงานแต่ละคนแต่พนักงานทุกคนก็ไม่อาจถอนเงินดังกล่าวในบัญชีฝากประจำของตนออกมาใช้จ่ายได้จนกว่าจะออกจากการเป็นพนักงานโดยไม่ได้ทำความเสียหายให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขที่โจทก์กำหนดไว้ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้จ่ายเงินบำเหน็จพิเศษให้แก่พนักงานโดยเด็ดขาด เป็นเพียงรายจ่ายที่จะต้องจ่ายในอนาคตเท่านั้น

เงินประเภทนี้จึงเป็นเงินสำรองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี(1) ซึ่งโจทก์ไม่มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2523 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้นส่วนปัญหาที่ว่า ควรงดหรือลดเงินเพิ่มภาษีให้แก่โจทก์หรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าในการที่โจทก์จ่ายเงินบำเหน็จพิเศษให้แก่พนักงานของโจทก์ พนักงานจะต้องโอนเงินดังกล่าวมาเป็นเงินประกันตัวของพนักงานซึ่งเงินดังกล่าวก็ยังคงอยู่ที่โจทก์ และแม้ว่าโจทก์จะโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากประจำในนามของพนักงานแต่ละคน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ได้จ่ายเงินบำเหน็จพิเศษให้พนักงานของโจทก์แล้ว แต่ก็ยังมีเงื่อนไขมิให้พนักงานของโจทก์ถอนเงินดังกล่าวออกไปใช้จ่ายได้ในระหว่างที่ยังเป็นพนักงานของโจทก์อยู่

ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ได้พยายามออกระเบียบและใช้วิธีการทางบัญชีเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงเพื่อไม่ต้องเสียภาษีเงินได้แม้ว่าโจทก์จะให้ความสะดวกต่าง ๆ แก่เจ้าพนักงานของจำเลยที่ไปตรวจสอบบัญชีที่สำนักงานโจทก์ก็ดี ก็ไม่พอให้ฟังว่าโจทก์เสียภาษีเงินได้ไม่ครบถ้วนโดยสุจริตกรณีจึงไม่มีเหตุควรงดหรือลดเงินเพิ่มให้โจทก์ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลดเงินเพิ่มให้โจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นพิพากษาแก้เป็นว่าให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น..".

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมศักดิ์ จูสวัสดิ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · เสวก จันทร์ผ่อง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10773/2557

หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) ในเดือนภาษีสิงหาคม 2540 กันยายน 2540 ตุลาคม 2540 พฤศจิกายน 2540 มกราคม 2541 และมีนาคม 2541 ตามลำดับ มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกินเดือนภาษีละ 50,000 บาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2549

การที่โจทก์กู้เงินจากธนาคารในต่างประเทศไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท อ. โดยโจทก์เสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้แล้วบริษัท อ. นำเงินทุนทั้งหมดไปให้บริษัท ท. กู้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ยโดยเจตนาทำให้ต้นทุนของบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2179/2548

ที่ดินที่โจทก์ซื้อมาด้วยเงินกู้ยืมจากบริษัท อ. แล้วนำที่ดินดังกล่าวไปให้บริษัท อ. เช่านั้น ถือว่าเป็นรายจ่ายที่ได้มาซึ่งที่ดินและโจทก์ได้รับประโยชน์จากที่ดินดังกล่าวเป็นค่าเช่ามากกว่า 1 ปี รายจ่ายค่าซ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2166/2544

โจทก์ที่ 2 มิได้ร่วมลงทุนกับผู้อื่นซื้อที่ดิน เงินที่โจทก์ที่ 2ได้รับ 48,000,000 บาท เนื่องจากผู้ขายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเป็นของโจทก์ที่ 2 แต่ผู้เดียว เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 4…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 134/2541

เดิมกรมสรรพากรจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้ยุติการตรวจสอบภาษีของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2532 และปี 2533 เนื่องจากเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่โจทก์ส่งมาให้ตรวจสอบภาษีถูกเพลิงไหม้จากเหตุการณ์จราจลเดือนพฤษภาคม 25…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้