คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า นายวิชิต ซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัทโจทก์ ได้ทำให้โจทก์เสียหายต่อทรัพย์สินโดยมิชอบ นายวิชิตวายชนม์ นางตุ่นภรรยานายวิชิตเป็นผู้จัดการมฤดกนายวิชิต โจทก์จึงฟ้องนางตุ่นเป็นจำเลยเรียกค่าสินไหมทดแทน นางตุ่นจำเลย ให้การต่อสู้และตัดฟ้องว่า (ก) นางตุ่นไม่ใช่ผู้จัดการมฤดกนายวิชิต (ข) คดีโจทก์ขาดอายุความตามมาตรา๔๔๘ เมื่อจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์ขอแก้ฟ้องเป็นว่า นางตุ่นเป็นทายาทโดยธรรมของนายวิชิต และเพิ่มบุตรและมารดานายวิชิตเป็นจำเลยร่วมกับนางตุ่น
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ฟ้องได้ ส่วนข้อขอเพิ่มบุตรและมารดานายวิชิตเป็นจำเลยร่วม สั่งไม่อนุญาต และไม่มีการคัดค้าน เมื่อศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องแล้ว ข้อที่จำเลยตัดฟ้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ผู้จัดการมฤดกของนายวิชิตจึงตกไป ส่วนข้อที่จำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นว่าคดีโจทก์ขาดอายุความนั้น ข้อเท็จจริงคู่ความยังเถียงกันอยู่ ยังไม่มีเหตุพอที่จะยกฟ้องโจทก์ได้ตามที่จำเลยตัดฟ้อง จึงให้ยกคำร้องของจำเลยเสีย
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนทั้งสองประการ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า (๑) คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้องนั้น เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาก่อนมีคำพิพากษา (๒) คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ชี้ขาดเบื้องต้นตามารตรา ๒๔ โดยเห็นว่าคำให้การต่อสู้ของจำเลยเรื่องอายุความเป็นเรื่องที่จะต้องฟังข้อเท็จจริงก่อนนั้น ก็เห็นว่าเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาเช่นกัน เพราะศาลยังมิได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีสำหรับเรื่องอายุความนี้แต่อย่างใด จึงมิใช่คำสั่งศาลที่ได้ออกตามมาตรา ๒๔ จำเลยจะอุทธรณ์ฎีกาก่อนมีคำพิพากษาไม่ได้
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษาให้ยกฎีกาจำเลย()