Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14810/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อความตามหนังสือขอรับข้อเสนอที่มีถึงกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ว่าขอรับข้อเสนอของจำเลย ยอมรับเงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี โดยไม่ติดใจจะเรียกร้องฟ้องร้องหรือค่าตอบแทนอื่นใดจากจำเลยอีกทั้งสิ้น เป็นกรณีทำคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้เสนอ เอกสารดังกล่าวจำเลยจัดเตรียมไว้ให้โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นคำสนองของโจทก์ โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วมีการขีดฆ่าลายมือชื่อของตนออกเสียก่อน มีการลงวันที่ในหนังสือและก่อนนำเสนอต่อกรรมการผู้จัดการของจำเลย จึงไม่มีผลเป็นคำสนองรับคำเสนอของจำเลย คำเสนอของจำเลยจึงเป็นอันสิ้นความผูกพัน ไม่ก่อให้เกิดเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ใช่เรื่องการถอนการแสดงเจตนาเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 1,610,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะภาวะเศรษฐกิจถดถอย จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานเพื่อลดต้นทุนและให้บริษัทอยู่รอด โจทก์แสดงเจตนายอมรับข้อเสนอของจำเลย และได้รับเงินค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าและวันหยุดวันลาไปครบถ้วนตามกฎหมาย จึงถือว่าโจทก์แสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างแรงงานด้วยความสมัครใจ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 มิถุนายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์โอนมาเป็นลูกจ้างของจำเลยในปี 2546 โดยนับอายุงานต่อเนื่องมาจากการทำงานกับบริษัทเคพีเอ็มจีพีทมาร์วิคสุธี จำกัด ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2537 และบริษัทเคพีเอ็มจี ออดิท ประเทศไทย ปี 2541 ตามลำดับ รวมอายุการทำงานทั้งสิ้น 15 ปี โจทก์ทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการแผนกวางแผนทรัพยากร อัตราค่าจ้างเดือนละ 80,500 บาท จำเลยมีนโยบายและดำเนินการชักจูงนักศึกษาสาขาบัญชีที่ใกล้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้มาทำงานกับจำเลยหลังสำเร็จการศึกษาในอัตราค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท ในขณะที่จำเลยอ้างภาวะเศรษฐกิจถดถอยจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานเพื่อลดต้นทุนให้บริษัทจำเลยอยู่รอดโดยวิธีเลือกปลดลูกจ้างประมาณ 70 คน

รวมทั้งโจทก์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2552 จำเลยจัดทำหนังสือขอรับข้อเสนอให้ลูกจ้างที่ถูกเลือกปลดออก ลงลายมือชื่อยินยอมเลิกสัญญาจ้างและยอมรับค่าชดเชย ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิหยุดตามกฎหมาย โดยไม่ติดใจเรียกร้องและฟ้องร้องหรือเรียกค่าตอบแทนอื่นใดจากจำเลยอีก ครั้งแรกโจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือขอรับข้อเสนอไปแล้ว ต่อมาโจทก์คิดทบทวนใหม่จึงตามไปขีดฆ่าลายมือชื่อของตนออกและวันรุ่งขึ้นโจทก์ส่งมอบทรัพย์สินของบริษัทคืนจำเลยไม่ได้ทำงานกับจำเลยอีก จำเลยติดต่อให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือขอรับข้อเสนออีกแต่โจทก์ไม่ยินยอม จำเลยจึงมีหนังสือส่งถึงโจทก์ทางไปรษณีย์ตอบรับ

แจ้งการเลิกจ้างโจทก์ระบุเหตุเลิกจ้างว่าเนื่องจากปรับโครงสร้างขององค์กรในด้านผลการประกอบกิจการของจำเลยปรากฏว่า มีกำไรมาโดยตลอด ในปี 2551 จำเลยมีกำไร 62,540,000 บาท ลดลงจากปี 2550 เพียง 3,000,000 บาท ซึ่งจำเลยอ้างว่าผลกำไรเกิดจากการที่จำเลยลดค่าใช้จ่ายโดยปลดลูกจ้างออกเพื่อปรับปรุงโครงสร้างให้เหมาะสม ขณะเดียวกันจำเลยจ้างพนักงานด้านบัญชีใหม่ประมาณ 200 คน และยังคงประชาสัมพันธ์รับพนักงานใหม่ทางอินเทอร์เน็ตอยู่ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ในขณะที่ผลประกอบการมีกำไร ย่อมเป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุอันควร จึงถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า หนังสือขอรับข้อเสนอที่โจทก์ลงลายมือชื่อไปแล้วขีดฆ่าออกภายหลังมีผลใช้บังคับตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ข้อความตามหนังสือขอรับข้อเสนอที่มีถึงกรรมการผู้จัดการของจำเลยขอรับข้อเสนอของจำเลย ยอมรับเงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี รวมเป็นเงินสุทธิ 911,041 บาท โดยไม่ติดใจจะเรียกร้อง ฟ้องร้องหรือเรียกค่าตอบแทนอื่นใดจากจำเลยอีกทั้งสิ้นนั้น เป็นกรณีทำคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยซึ่งเป็นผู้เสนอ เมื่อเอกสารดังกล่าวฝ่ายจำเลยจัดเตรียมไว้ให้โจทก์ลงลายมือชื่อเป็นคำสนองของโจทก์ โจทก์ลงลายมือชื่อแล้วมีการแก้ไขขีดฆ่าลายมือชื่อของตนออกเสีย

ก่อนมีการลงวันที่ในหนังสือและก่อนนำเสนอต่อกรรมการผู้จัดการของจำเลย จึงไม่มีผลเป็นคำสนองรับคำเสนอของจำเลย คำเสนอของจำเลยจึงเป็นอันสิ้นความผูกพันไป ไม่ก่อให้เกิดเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่จะมีผลผูกพันบังคับกันได้ กรณีจึงไม่ใช่เรื่องการถอนการแสดงเจตนาเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความดังที่จำเลยอุทธรณ์ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เป็นเรื่องที่โจทก์และจำเลยต่างสมัครใจยกเลิกหนังสือขอรับข้อเสนอไม่อาจบังคับตามหนังสือนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้เข้าปฏิบัติงานกับจำเลยนับแต่วันที่ 18 มีนาคม 2552 จนถึงวันฟ้อง ถือว่าโจทก์ขาดงานเกินกว่า 3 วัน ติดต่อกัน เข้าข้อยกเว้นที่จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือเงินสิทธิประโยชน์ใด

ๆ แก่โจทก์ การที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ แก่โจทก์ไปด้วย จึงเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมแล้วนั้น เป็นข้อที่จำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลแรงงานกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ มีปัญหาที่จำเลยอุทธรณ์ประการต่อมาว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังคำพยานโจทก์โดยขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคสอง นั้น เห็นว่า การสืบพยานในคดีแรงงานมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคสอง

บัญญัติวิธีการซักถามพยานไว้โดยเฉพาะแล้วว่า ให้ศาลแรงงานเท่านั้นเป็นผู้ซักถามพยานของฝ่ายโจทก์หรือของฝ่ายจำเลยหรือพยานที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง ฝ่ายโจทก์หรือฝ่ายจำเลยไม่มีสิทธิซักถามพยานที่ตนอ้างมาหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างหรือที่ศาลแรงงานเรียกมาเอง เว้นแต่ศาลแรงงานจะอนุญาตให้ซักถามได้เท่านั้น ทั้งการถามพยานฝ่ายที่ตนอ้างหรือพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้างนั้น ก็บัญญัติให้เป็นการซักถามทั้งสิ้น การซักถามพยานที่อีกฝ่ายหนึ่งอ้าง จึงไม่เป็นการถามค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 เมื่อการสืบพยานในคดีแพ่งทั่วไปแตกต่างจากการสืบพยานในคดีแรงงาน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 วรรคสอง

มาอนุโลมใช้บังคับแก่การพิจารณาสืบพยานในศาลแรงงานได้ ดังนั้นการที่ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานของโจทก์ ซึ่งนำสืบในภายหลังโดยโจทก์มิได้ซักถามพยานจำเลยเกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์จะนำสืบในภายหลัง เพื่อให้พยานจำเลยได้อธิบายถึงข้อความเหล่านั้นก่อน จึงไม่เป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วาสนา หงส์เจริญ · ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ · สุนันท์ ชัยชูสอน
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นางอมรา พงค์ศิริกูล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.274/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ3960/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ472/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้