Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14818/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน อายุความ 1 ปี ในการเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คือวันที่โจทก์ทราบเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลย โจทก์เพิ่งทราบเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 อายุความ 1 ปี เริ่มต้นนับจากวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 กันยายน 2547 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และกรณีไม่ต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 193/17 มาใช้บังคับ เพราะขณะที่ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์นั้น คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุดแต่อย่างใด ลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมรวมถึงงานเรียบเรียงเสียงประสานด้วย เมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ในส่วนของงานเรียบเรียงเสียงประสาน และปกในของเทปเพลงที่วางจำหน่ายทั่วไปโดยมีงานดังกล่าวอยู่ด้วยระบุรายละเอียดของเพลงนี้ว่า ส. เป็นผู้ประพันธ์คำร้องและทำนองส่วนจำเลยเป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 62 วรรคสอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์โต้แย้งว่า จำเลยไม่มีลิขสิทธิ์ในงานเรียบเรียงเสียงประสานของงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" กรณีมีเหตุทำให้จำเลยเข้าใจว่า จำเลยถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งปรากฏว่าจำเลยเคยแจ้งให้มีการระงับการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยแล้ว จำเลยจึงชอบที่จะแจ้งความร้องทุกข์เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนตามกฎหมายได้ ไม่ถือว่าเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย หรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด การที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายพีรพลกรรมการผู้จัดการโจทก์ ได้รับโอนลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" จากนายสมหวังต่อมาโจทก์ผลิตแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ชื่อชุดว่า "สเปเชียล...ฮิต 1" โดยมีเพลง "น้ำตาฟ้า" รวมอยู่ด้วย แต่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าโจทก์กับพวกละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ของจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะจำเลยไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกฎหมายที่จะกระทำการดังกล่าว เนื่องจากจำเลยไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ การแจ้งความร้องทุกข์เป็นการปกป้องผลประโยชน์อันพึงได้ของจำเลยโดยสุจริต เพราะจำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" โดยถูกต้องตามกฎหมายเพียงผู้เดียว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2546 ต่อมาประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยลงวันที่ 30 เมษายน 2547 ว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งศาลแพ่งได้อ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาแล้วมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2547 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2547 ประมาณปี 2532 นายพีรพลซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของโจทก์ ตกลงทำสัญญารับโอนลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมกับนายสมหวังผู้ประพันธ์คำร้องและทำนองงานดนตรีกรรมเพลง

"น้ำตาฟ้า" ต่อมาปี 2545 โจทก์ผลิตแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ชื่อชุดว่า "สเปเชียล...ฮิต 1" โดยมีเพลง "น้ำตาฟ้า" รวมอยู่ด้วย เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2545 จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าโจทก์กับพวกละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ของจำเลย พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกลงวันที่ 11 กันยายน 2546 ให้โจทก์ไปพบเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ และไม่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง ในปัญหานี้โจทก์มีนายสุทธิศักดิ์มาเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.5 ว่า โจทก์ได้รับหมายเรียกของพนักงานสอบสวนลงวันที่ 11 กันยายน 2546 และโจทก์ไปพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ถือว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 และอายุความ 1 ปี

เริ่มต้นนับจากวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในวันที่ 9 กันยายน 2547 คดีโจทก์ย่อมไม่ขาดอายุความ ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความประกอบเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 ในทำนองว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์หยุดการกระทำละเมิดต่อจำเลย ซึ่งโจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2545 อายุความจึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องได้ความว่า โจทก์รับโอนลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาได้ทำวิดีโอซีดีคาราโอเกะออกจำหน่าย แต่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าโจทก์กับพวกละเมิดลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง

"น้ำตาฟ้า" ของจำเลย ทั้ง ๆ ที่จำเลยไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน อายุความ 1 ปี ในการเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิด นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง คือวันที่โจทก์ทราบเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลย เมื่อจำเลยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ จึงรับฟังว่าโจทก์เพิ่งทราบเรื่องการแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลยเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 นั่นเอง

อายุความ 1 ปี เริ่มต้นนับจากวันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 9 กันยายน 2547 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และกรณีไม่ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 มาใช้บังคับ เพราะขณะที่ศาลแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์นั้น คดีของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ หรือจะครบกำหนดภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งนั้นถึงที่สุดแต่อย่างใด ดังนั้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น สำหรับปัญหาอื่นที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยังไม่ได้วินิจฉัยนั้น

เมื่อคู่ความสืบพยานมาจนเสร็จสิ้นแล้ว และเพื่อมิให้เป็นการเสียเวลา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยอีก โดยปัญหาที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยเป็นประการแรก คือ จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" หรือไม่ เห็นว่า ตามบทนิยามศัพท์ ลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมรวมถึงงานเรียบเรียงเสียงประสารด้วย เมื่อจำเลยกล่าวอ้างว่า จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ในส่วนของงานเรียบเรียงเสียงประสาน และเอกสารหมาย ล.10 ซึ่งเป็นปกในของเทปเพลงที่วางจำหน่ายทั่วไป โดยมีงานดนตรีกรรมเพลง

"น้ำตาฟ้า" อยู่ด้วย ได้ระบุรายละเอียดของเพลงนี้ว่า นายสมหวังเป็นผู้ประพันธ์คำร้องและทำนอง ส่วนจำเลยเป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 62 วรรคสอง ที่ว่า "งานใดมีชื่อหรือสิ่งที่ใช้แทนชื่อของบุคคลใดที่อ้างว่าตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงแสดงไว้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของชื่อหรือสิ่งที่ใช้แทนชื่อนั้นเป็นผู้สร้างสรรค์หรือนักแสดง" โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์โต้แย้งว่า จำเลยไม่มีลิขสิทธิ์ในงานเรียบเรียงเสียงประสานของงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" แต่โจทก์มีเพียงนายสุทธิศักดิ์และนายพิมพ์ปฏิภาณมาเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.3 ในทำนองว่า

โจทก์ได้รับโอนลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" มาจากนายสมหวังโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่มีลิขสิทธิ์ใด ๆ เกี่ยวกับงานดนตรีกรรมเพลงดังกล่าว ในขณะที่ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยมาเบิกความประกอบเอกสารหมาย ล.8 ถึง ล.11 และ ล.13 ยืนยันว่า จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานเรียบเรียงเสียงประสานของงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" เห็นว่า เอกสารหมาย จ.3 ระบุเพียงว่า นายสมหวังเป็นผู้ทรงสิทธิและเป็นผู้ประพันธ์คำร้องและทำนองงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" สอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยโดยเฉพาะเอกสารหมาย ล.11 ที่เป็นหนังสือวางจำหน่ายทั่วไปก็ระบุว่า นายสมหวังเป็นผู้ประพันธ์คำร้องและทำนองงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" เมื่อโจทก์ไม่ได้นำนายสมหวังมาเบิกความต่อศาลด้วยจึงยังฟังไม่ได้ว่าการที่โจทก์ทำสัญญาเอกสารหมาย

จ.3 กับนายสมหวังนั้นจะมีผลทำให้โจทก์มีลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" แต่เพียงผู้เดียวตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ส่วนคำเบิกความของนายพิมพ์ปฏิภาณในทำนองว่า พนักงานของบริษัทผู้ผลิตเพลง "น้ำตาฟ้า" เป็นผู้เรียบเรียงเสียงประสาน ก็เป็นเพียงความเห็นของนายพิมพ์ปฏิภาณเท่านั้น ไม่มีหลักฐานใด ๆ มาสนับสนุนคำกล่าวอ้างนี้แต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานและพยานหลักฐานของจำเลย คดีเป็นอันรับฟังว่า จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ในส่วนของงานเรียบเรียงประสาน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า การที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่

เมื่อคดีรับฟังว่า จำเลยเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ในส่วนของงานเรียบเรียงเสียงประสาน ต่อมาโจทก์ผลิตแผ่นวิดีโอซีดีคาราโอเกะ ชื่อชุดว่า "สเปเชียล...ฮิต 1" โดยมีเพลง "น้ำตาฟ้า" รวมอยู่ด้วย ตามเอกสารหมาย จ.4 และวัตถุพยานหมาย วจ.1 และฝ่ายจำเลยนำสืบต่อไปโดยมีจำเลยและนายเสนีย์มาเบิกความว่า งานเรียบเรียงเสียงประสานของงานดนตรีกรรมเพลง "น้ำตาฟ้า" ของโจทก์ เอกสารหมาย ล.14 เหมือนหรือคล้ายกับของจำเลย เอกสารหมาย ล.13 กรณีจึงมีเหตุทำให้จำเลยเข้าใจว่า จำเลยถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งปรากฏว่าจำเลยเคยแจ้งให้มีการระงับการกระทำละเมิดต่อลิขสิทธิ์ของจำเลยแล้ว ตามเอกสารหมาย ล.1 จำเลยจึงชอบที่จะแจ้งความร้องทุกข์เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของตนตามกฎหมายได้

ไม่ถือว่าเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมาย หรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตซึ่งมีแต่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่อย่างใด การที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นต่าง ๆ อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
รัตน กองแก้ว · พลรัตน์ ประทุมทาน · เอกชัย ชินณพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้