Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14953/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

หลังจากเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจทำการสืบสวนทราบว่า ในช่วงเวลาใกล้กับเวลาเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองกับพวกนั่งอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุ จึงสืบหาที่พักของจำเลยที่ 1 และนำจำเลยทั้งสองกับพวกอีก 2 คน มาสอบถามเหตุการณ์ว่ารู้เห็นเรื่องปล้นทรัพย์หรือไม่ จำเลยทั้งสองกับพวกยอมรับว่าพวกตนเป็นคนร้าย ตามบันทึกคำให้การผู้ให้ถ้อยคำ จากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกพาเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลางที่ข้างหลังที่พักของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกการตรวจยึด การให้ถ้อยคำของจำเลยทั้งสองรวมทั้งการนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลาง เชื่อว่าเกิดจากความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจตามบันทึกคำให้การผู้ให้ถ้อยคำ เป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นผู้ต้องหา ซึ่งในกรณีที่มีความผิดอาญาเกิดขึ้นย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่จะดำเนินการสืบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานในการหาตัวคนร้าย การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวจึงหาใช่เป็นการให้ถ้อยคำในฐานะผู้ถูกจับไม่ จึงไม่จำเป็นต้องมีการแจ้งสิทธิแก่จำเลยทั้งสองก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย และสามารถนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 92, 93, 340 วรรคสอง, วรรคสาม, 371 ริบอาวุธมีดและบันไดอะลูมิเนียมของกลาง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 500 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง, วรรคสาม, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสาม ประกอบมาตรา 83 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 16 ปี ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 90 บาท เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 93 (13) เป็นจำคุกฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส คนละ 24 ปี

เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นปรับฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่เหตุสมควรคนละ 120 บาท รวมจำคุกคนละ 24 ปี และปรับคนละ 120 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 18 ปี และปรับคนละ 90 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ริบอาวุธมีดและบันไดอะลูมิเนียมของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบอาวุธมีดของกลาง คืนบันไดอะลูมิเนียมของกลางแก่เจ้าของ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายพักผ่อนนอนหลับอยู่คนละห้องกับนายมลทินหรือโอ สามีผู้เสียหาย อยู่ในบ้านเกิดเหตุ มีคนร้าย 2 คน ปีนเข้าไปในบ้าน ส่วนคนร้ายอีก 2 คน รอดูต้นทางอยู่ข้างนอกบ้าน จากนั้นคนร้าย 2 คน ที่เข้าไปในบ้านร่วมกันใช้อาวุธมีดปลายแหลมทำร้ายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส แล้วร่วมกันปล้นทรัพย์ เงินสดชนิดต่าง ๆ จำนวน 500 บาท กล่องพลาสติกใส่ยาสระผม 30 ซอง ราคา 150 บาท รวมราคาทรัพย์ 650 บาท ของผู้เสียหายไป มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่

เห็นว่า แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน และผู้เสียหายกับนายมลทินสามีผู้เสียหายซึ่งอยู่ในบ้านเกิดเหตุจะไม่สามารถจำคนร้าย 2 คน ที่เข้าไปในบ้านเกิดเหตุได้ แต่ได้ความจากคำเบิกความของเจ้าพนักงานตำรวจผู้สืบสวนจับกุมจำเลยทั้งสองว่า หลังจากเกิดเหตุพยานกับพวกทำการสืบสวนทราบว่า ในช่วงเวลาใกล้กับเวลาเกิดเหตุจำเลยทั้งสองกับพวกรวม 2 คน นั่งอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุ และทราบข้อมูลว่ามีเพื่อนของจำเลยที่ 1 ประมาณ 2 ถึง 3 คน มาอยู่กับจำเลยที่ 1 โดยไปไหนมาไหนด้วยกันเป็นกลุ่ม จึงสืบหาที่พักของจำเลยที่ 1 และนำตัวจำเลยทั้งสองพร้อมกับนายทิชานนท์หรือน็อต และนายวุฒินันท์หรือตูน มาสอบถามเหตุการณ์ว่ารู้เห็นเรื่องปล้นทรัพย์หรือไม่

จำเลยทั้งสองและนายทิชานนท์กับนายวุฒินันท์ยอมรับว่า พวกตนเป็นคนร้าย จากนั้นจำเลยทั้งสองกับพวกพาพยานไปเอาของกลางที่ข้างหลังที่พักของจำเลยที่ 1 เช่น อาวุธมีดที่ใช้ทำร้ายผู้เสียหาย 1 เล่ม กล่องพลาสติกใส่ยาสระผมของผู้เสียหาย และเหรียญกษาปณ์ชนิดต่าง ๆ ของผู้เสียหาย การให้ถ้อยคำของจำเลยทั้งสองรวมทั้งการนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลาง เป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นผู้ต้องหา เชื่อว่าเกิดจากความสมัครใจของจำเลยทั้งสอง อีกทั้งตามภาพถ่ายแสดงให้เห็นว่า อาวุธมีดของกลางและกล่องพลาสติกใส่ยาสระผมของผู้เสียหายถูกซุกซ่อนอยู่ในป่าหญ้าด้านหลังบ้านของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ให้ถ้อยคำโดยสมัครใจและนำเจ้าพนักงานตำรวจไปเอาของกลาง

ย่อมยากแก่การที่เจ้าพนักงานตำรวจจะสามารถตรวจค้นและยึดของกลางได้ในระยะเวลาไม่นานหลังจากเกิดเหตุ ข้อเท็จจริงเหล่านี้บ่งชี้ว่า คนร้ายก็คือจำเลยทั้งสองกับพวกนั่นเอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจบันทึกถ้อยคำของจำเลยทั้งสองยังไม่มีการแจ้งสิทธิแก่จำเลยทั้งสอง ถ้อยคำจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยทั้งสองไม่ได้นั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจ เป็นการกระทำก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นผู้ต้องหา ซึ่งในกรณีที่มีความผิดอาญาเกิดขึ้นย่อมเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจที่จะดำเนินการสืบสวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานในการหาตัวคนร้าย

การที่จำเลยทั้งสองให้ถ้อยคำแก่เจ้าพนักงานตำรวจจึงหาใช่เป็นการให้ถ้อยคำให้ฐานะผู้ถูกจับไม่ จึงไม่จำเป็นต้องมีการแจ้งสิทธิแก่จำเลยทั้งสองก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย และสามารถนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ได้ อย่างไรก็ตามในบันทึกคำให้การผู้ให้ถ้อยคำมีการระบุว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้แจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบว่าถ้อยคำอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันตัวจำเลยทั้งสองในการพิจารณาคดีได้ แต่จำเลยทั้งสองขอให้การด้วยความเต็มใจ ซึ่งสนับสนุนให้เห็นว่าเป็นการให้ถ้อยคำโดยสมัครใจของจำเลยทั้งสองตั้งแต่แรก หลังจากนั้นจึงมีการออกหมายจับจำเลยทั้งสอง และมีการจับกุมจำเลยทั้งสองและนายทิชานนท์กับนายวุฒินันท์ ซึ่งในบันทึกระบุว่ามีการแจ้งสิทธิตามกฎหมายแก่จำเลยทั้งสองกับพวกแล้ว

ครั้นในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิแก่จำเลยทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง และมีการสอบคำให้การของจำเลยทั้งสอง แม้ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองจะให้การปฏิเสธ แต่ก็ให้การถึงรายละเอียดที่จำเลยทั้งสองร่วมรู้เห็นกับนายทิชานนท์และนายวุฒินันท์ในการจะปีนขึ้นบ้านเกิดเหตุ โดยมีการสอบถามกันว่าใครจะเป็นคนปีน เมื่อนายทิชานนท์และนายวุฒินันท์รับจะเป็นคนปีน ก็ให้จำเลยทั้งสองรออยู่ข้างล่างบ้านเกิดเหตุ จนกระทั่งเมื่อนายทิชานนท์และนายวุฒินันท์กลับออกมาจากบ้านเกิดเหตุก็ถืออาวุธมีดของกลางและกล่องพลาสติกใส่ยาสระผมของผู้เสียหายมาที่บ้านของจำเลยที่ 1 แล้วมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าเปื้อนเลือดไว้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการเจือสมพยานหลักฐานโจทก์

พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองแสดงว่าจำเลยทั้งสองสมคบเป็นตัวการด้วยในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ ดังนี้ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายที่ร่วมกันกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น ที่โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ความผิดฐานดังกล่าว มีระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท ต้องห้ามมิให้จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ แต่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ทั้งหมดของจำเลยทั้งสองรวมถึงความผิดฐานนี้ด้วย โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในอุทธรณ์ว่ามีเหตุอันสมควรที่ศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัย

ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยความผิดฐานดังกล่าวและพิพากษายกฟ้องโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 ใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า ให้ล้างมลทินให้แก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่าง ๆ ซึ่งได้กระทำก่อนหรือในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 และได้พ้นโทษไปแล้วก่อนหรือในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิได้เคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้น ๆ เมื่อคดีนี้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 พ้นโทษในความผิดฐานพยายามลักทรัพย์และลักทรัพย์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6877/2544 และ 7083/2545 ของศาลชั้นต้น และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2602/2546 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 พ้นโทษในความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 11505/2545 ของศาลชั้นต้น

ไปก่อนวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ จำเลยทั้งสองจึงได้รับประโยชน์ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งถือว่าจำเลยทั้งสองไม่เคยถูกลงโทษในความผิดนั้นมาก่อน จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำเลยทั้งสองได้ แม้ปัญหาข้อนี้จะไม่ได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ให้บังคับคดีโทษจำเลยทั้งสองฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่เพิ่มโทษจำเลยทั้งสองสำหรับความผิดทั้งสองฐาน เมื่อรวมโทษทั้งสองฐานหลังจากลดโทษหนึ่งในสี่แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 12 ปี และปรับคนละ 67.50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ · ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · นพพร โพธิรังสิยากร
ศาลล่าง
ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นางสาวดวงฤดี คงหนู
ศาลอุทธรณ์ - นายชัยเจริญ ดุษฎีพร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3428/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ1354/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ5618/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้