Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1508/2532

พ.ศ. 2532 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยมาศาลและขออ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน ศาลชั้นต้นได้ให้โจทก์จำเลยสืบพยาน จำเลยเบิกความว่าการชำระหนี้เงินกู้ 30,000 บาทตามเช็คพิพาทเป็นหนี้ที่มีเงื่อนไขว่า หากโจทก์ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โจทก์จึงจะมีสิทธิเรียกร้องจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลย แต่ถ้าโจทก์ได้รับเลือกตั้งจำเลยไม่ต้องคืนเงินกู้ดังกล่าวให้โจทก์ การเบิกความของจำเลยดังกล่าวเป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จึงเป็นการเบิกความในข้อที่ไม่ได้เป็นประเด็นในคดี จำเลยจึงสืบพยานในข้อที่ว่าการชำระหนี้เงินกู้ 30,000 บาทตามเช็คพิพาทเป็นหนี้ที่มีเงื่อนไขไม่ได้.(ที่มา-ส่งเสริม)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 69,300 บาทเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำไปเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ทวงถามจำเลยแล้วจำเลยไม่ชำระจึงขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,764 บาท รวมเป็นเงิน 74,064 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 74,064 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี จากต้นเงิน 69,300 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยชำระเงินให้โจทก์เสร็จ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่มาศาลในวันนัดสืบพยานโจทก์และขออ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าเกี่ยวกับเช็คพิพาทหมาย จ.1นี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาตามพระราชบัญญัติความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2955/2527ของศาลชั้นต้นซึ่งในคดีดังกล่าว ศาลฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนออกเช็คพิพาทหมาย จ.1 จำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์จำนวน 30,000บาทแล้วออกเช็คชำระหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวไว้ เมื่อเช็คถึงกำหนดชำระ โจทก์ได้เรียกเก็บเงินตามเช็ค แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้ติดต่อให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยจึงออกเช็คพิพาทหมาย จ.1 ให้แก่โจทก์ไว้ ซึ่งเช็คดังกล่าวได้มีการคิดดอกเบี้ยย้อนหลังในอัตราร้อยละ 18 ต่อปีเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดดังนั้นเช็คพิพาทหมาย

จ.1 จึงมีมูลหนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการนำเอาดอกเบี้ยอันผิดกฎหมายรวมเข้าด้วย แต่เห็นว่าเช็คพิพาทหมาย จ.1 เป็นเช็คออกให้เพื่อชำระหนี้ส่วนหนึ่งเป็นต้นเงินกู้จำนวน 30,000 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดในฐานะผู้ออกเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900และมาตรา 914 ตามมูลหนี้เงินกู้เดิมจำนวน 30,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน(วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2527) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนานความ 1,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เองเบิกความยอมรับว่าได้ให้จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 30,000 บาทเป็นการเจือสมคำพยานจำเลย และเป็นการสนับสนุนคำพยานจำเลยให้รับฟังและเชื่อถือได้ทำให้เชื่อได้ว่าการกู้ยืมเงินจำนวน 30,000 บาทดังกล่าวมีเงื่อนไขดังที่จำเลยได้เบิกความเป็นพยานต่อศาล เมื่อเป็นดังนี้จึงทำให้มูลหนี้ดังกล่าวเป็นมูลหนี้มีเงื่อนไขที่ไม่แน่นอน เข้าลักษณะการพนันขันต่อจึงตกเป็นโมฆะโจทก์จึงไม่อาจนำเช็คพิพาทมาฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระเงินได้นั้น เห็นว่าคดีนี้จำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด ศาลชั้นต้นสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและนัดสืบพยานโจทก์ ในวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยมาศาลและขออ้างตนเองเบิกความเป็นพยาน

ศาลชั้นต้นได้ให้โจทก์จำเลยสืบพยาน เมื่อสืบเสร็จแล้วจึงได้พิพากษาคดีที่จำเลยเบิกความว่าการชำระหนี้เงินกู้ 30,000 บาท ตามเช็คพิพาทเป็นหนี้ที่มีเงื่อนไขว่าหากโจทก์ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โจทก์จึงจะมีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลย แต่ถ้าโจทก์ได้รับเลือกตั้งจำเลยไม่ต้องคืนเงินกู้ดังกล่าวให้โจทก์นั้น เป็นข้อที่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้จึงเป็นการเบิกความในข้อที่ไม่ได้เป็นประเด็นในคดี จำเลยจึงสืบพยานในข้อที่ว่า การชำระหนี้เงินกู้ 30,000บาท ตามเช็คพิพาทเป็นหนี้ที่มีเงื่อนไขไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดชำระเงิน 30,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น'

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประชา บุญวนิช · บุญส่ง คล้ายแก้ว · นิเวศน์ คำผอง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9101/2547

เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้วก็ต้องยื่นคำให้การต่อศาลภายในสิบห้าวัน มิฉะนั้นให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 197 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 813/2528

การขออนุญาตยื่นคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 199 นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 197 วรรคแรกแล้ว จำเลยที่ 2 จึงขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1222/2557

คำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า ที่ดินพิพาทจะเป็นสินสมรสหรือไม่ ไม่ทราบและไม่รับรอง เป็นคำให้การที่ไม่มีเหตุแห่งการปฏิเสธตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นที่จะนำสืบในเรื่องนี้ เมื่อโจทก์ฟ้…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 45302)

ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้ต่อเมื่อโจทก์มีคำขอ แต่การที่โจทก์มิได้ขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การมิได้หมายความว่าจำเลยไม่ขาดนัดยื่นคำให้การ เพราะเมื่อจำเลยมิได้ยื่นคำให้กา…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 46541)

ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การต่อเมื่อโจทก์มีคำขอต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงศาลชั้นต้นจะไม่มีคำสั่งนั้นหากโจทก์ไม่มีคำขอดังก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้