Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1514/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้เบี้ยปรับจะเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแต่ก็มิใช่ถือเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เด็ดขาด เพราะหากเจ้าหนี้เห็นว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้น้อยเกินไปก็ยังมีสิทธิเรียกร้องเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 ขณะเดียวกันถ้าเป็นกรณีเรียกค่าเสียหายเป็นเบี้ยปรับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ก็ให้อำนาจศาลที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงทางหนึ่งย่อมได้จากการนำสืบของคู่ความ เมื่อโจทก์นำสืบเพียงว่าการผิดสัญญาของจำเลยที่ไม่ส่งมอบลิฟท์ทำให้ระยะเวลาและแผนงานของโจทก์ที่กำหนดไว้เสียหาย โดยไม่มีรายละเอียดอื่นใดจึงหามีความชัดแจ้งพอกับความเสียหายที่แท้จริงที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับเบี้ยปรับเต็มตามจำนวนที่ตกลงไว้ในสัญญาไม่ แม้จำเลยจะมิได้ให้การและนำสืบหักล้าง แต่ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้เป็นจำนวนพอสมควรได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อขายลิฟท์โดยสารจากจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ชุดในราคาชุดละ 1,745,000 บาท รวมราคาทั้งสิ้น 3,490,000 บาท โดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขายจะส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายแก่โจทก์ผู้ซื้อ ณ ศูนย์ฝึกอบรม สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทบางพูน จังหวัดปทุมธานี ภายใน 120 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ให้ไปทำการติดตั้งให้ถูกต้องครบถ้วน หากไม่ส่งมอบให้ถูกต้องครบถ้วนภายในกำหนด โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ริบหลักประกันและเรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าปรับเป็นรายวันในอัตราร้อยละ 0.2 ของราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายที่ยังไม่ได้รับมอบ นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์สินที่ซื้อขายมาติดตั้งและส่งมอบแก่โจทก์จนถูกต้องครบถ้วน

มีจำเลยที่ 2 ทำหนังสือค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1ต่อโจทก์เป็นเงินไม่เกิน 174,500 บาท ต่อมาครบกำหนดส่งมอบ แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายแก่โจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามสัญญาแล้วแต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติได้ โจทก์จึงแจ้งบอกเลิกสัญญาริบหลักประกันและเรียกค่าปรับจากจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าปรับนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายจนถึงวันบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 678,365.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 656,120บาท และจำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 182,926.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 174,500 บาท

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ผ่อนเวลาให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มิได้ตกลงด้วย จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นจากความรับผิด โจทก์ไม่เคยทวงถามและแจ้งให้จำเลยที่ 2ทราบถึงค่าเสียหายของโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าวงเงินค้ำประกันขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 174,500 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 349,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 โดยให้จำเลยที่ 2ร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 174,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ควรกำหนดเบี้ยปรับสำหรับจำเลยที่ 1 ที่จะต้องชำระแก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใดโจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์เป็นส่วนราชการ การดำเนินงานต่าง ๆ ของโจทก์ย่อมต้องเป็นไปตามแผนงานของทางราชการและกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน การที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาทำให้การเข้าใช้อาคารของโจทก์ซึ่งเป็นอาคารสำหรับใช้ฝึกอบรมพัฒนาบุคคลของโจทก์ล่าช้าไปกว่าที่กำหนดไว้เดิม

ส่งผลให้การพัฒนาบุคลากรของโจทก์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โจทก์นำสืบไว้แล้วว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะระยะเวลาและแผนงานไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ย่อมชัดแจ้งพอกับความเสียหายที่แท้จริงที่โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับเบี้ยปรับจากจำเลยที่ 1 ตามจำนวนที่ตกลงกันในสัญญา ทั้งจำเลยที่ 1 มิได้ให้การต่อสู้หรือนำสืบหักล้าง เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกเบี้ยปรับจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาโจทก์จึงไม่ต้องนำสืบในเรื่องค่าเสียหาย ฝ่ายจำเลยที่ 1 ยื่นคำแก้ฎีกาว่า เหตุผิดสัญญาสืบเนื่องจากการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในประเทศไทยอย่างรุนแรง ทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งประกอบการค้าที่เกี่ยวพันกับต่างประเทศและสถาบันการเงินภายในประเทศต้องได้รับผลกระทบเห็นว่า

แม้เบี้ยปรับจะเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแต่ก็มิใช่ถือเป็นการกำหนดค่าเสียหายที่เด็ดขาด เพราะหากเจ้าหนี้เห็นว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้น้อยเกินไปก็ยังมีสิทธิเรียกร้องเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 ขณะเดียวกันถ้าเป็นกรณีเรียกค่าเสียหายเป็นเบี้ยปรับมาตรา 383 ก็ให้อำนาจศาลที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งข้อเท็จจริงทางหนึ่งย่อมได้จากการนำสืบของคู่ความ เมื่อโจทก์นำสืบเพียงว่าการผิดสัญญาของจำเลยที่ 1 ทำให้ระยะเวลาและแผนงานที่กำหนดไว้เสียหาย โดยไม่มีรายละเอียดอื่นใด ย่อมหาได้ชัดแจ้งพอกับความเสียหายที่แท้จริงที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิได้รับเบี้ยปรับเต็มตามจำนวนที่ได้ตกลงไว้ในสัญญาไม่

แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ให้การและนำสืบหักล้าง แต่ศาลก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดให้เป็นจำนวนพอสมควรได้ คดีนี้สัญญาซื้อขายลิฟท์โดยสารพร้อมติดตั้งตกลงราคากันไว้ที่ 3,490,000 บาท เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้แล้วที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับแก่โจทก์เป็นเงิน 349,000 บาท ซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 10 ของราคาสินค้า จึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ · วิชัย วิวิตเสวี · สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8282/2548

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดจากจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่สามารถก่อสร้างห้องชุดให้แล้วเสร็จตามกำหนด ขอให้ใช้เงินที่ชำระไปแล้วคืนและเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7290/2548

จำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมการขายอ้อยและน้ำตาลทรายจำนวน 972,303.26 บาท ซึ่งได้รับคืนจากกรมสรรพากรเพื่อไปชำระให้แก่กองทุนโจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับที่ 4 และที่ 5 ว่าด้วยการเรียกเก็บค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5684/2548

ตามหนังสือสัญญากู้เงินระหว่างบริษัทเงินทุนโจทก์กับจำเลยในข้อ 3 วรรคหนึ่ง ระบุว่า ผู้กู้ตกลงชำระดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ในอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี และวรรคสองระบุว่า อัตราดอกเบี้ยตามวรรคหนึ่ง ผู้ให้กู้มีสิทธ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2964/2545

เบี้ยปรับคือค่าเสียหายที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ล่วงหน้า เบี้ยปรับจึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายซึ่งถ้าสูงเกินส่วนศาลลดลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 383 ทั้งมาตรา 380 วรรคสอง ก็ให้เจ้าหนี้มีสิทธิเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1887/2541

จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานครส่วนจำเลยที่ 2 มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดสมุทรปราการการเสนอคำฟ้องจึงต้องเสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) แต่คดีนี้จำเลย…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้