Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15239/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4 บัญญัตินิยามคำว่า "สถานการค้าประเวณี" หมายความว่า สถานที่ที่จัดไว้เพื่อการค้าประเวณีหรือยอมให้มีการค้าประเวณีและให้หมายความรวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลอื่นเพื่อการกระทำการค้าประเวณีด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาคำว่า สถานการค้าประเวณีตามบทบัญญัติดังกล่าวอาจไม่มีอยู่จริงตามกฎหมาย เนื่องจากไม่ได้หมายความเพียงแต่สถานที่อันมีไว้เพื่อค้าประเวณีโดยเฉพาะเช่น ซ่องโสเภณี แต่ยังให้หมายรวมถึงสถานที่ทั่วไปที่ยอมให้มีการค้าประเวณีหรือใช้ในการติดต่อจัดหาบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ในการค้าประเวณีอีกด้วย เช่น ในโรงแรม ร้านทำผม ร้านอาหาร และสถานที่อื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกทั่วไปไม่รู้ว่ามีการค้าประเวณีแอบแฝง คงรู้แต่เฉพาะกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นต้น การที่จำเลยที่ 1 พา น. ไปขายบริการทางเพศให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่บังกะโล ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างรู้กันว่า บังกะโลนี้เป็นสถานที่ติดต่อสำหรับค้าประเวณีได้ แม้เจ้าของหรือผู้ควบคุมบังกะโลจะรู้เห็นยินยอมหรือไม่ก็ตาม สถานที่ดังกล่าวก็เข้าองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำชำเรา น. ในสถานการค้าประเวณีแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 282, 319 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1149/2548 ของศาลชั้นต้น กับนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1865/2548 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง, 319 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุก 2 ปี จำนวน 3 กระทง ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี โดยหญิงนั้นยินยอมเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี

พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำนวน 3 กระทง รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 21 ปี คำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 14 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกับจำเลยที่ 1 พรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 2 ปี ฐานกระทำชำเราบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีในสถานการค้าประเวณีโดยบุคคลนั้นยินยอม จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีกำหนดคนละ 3 ปี เนื่องจากคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีนี้ต่อ ศาลยังมิได้พิพากษา จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 3 ปี ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลใดเพื่อให้บุคคลนั้นค้าประเวณี จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 6 ปี 18 เดือน รวมทุกกระทง จำคุก 9 ปี 18 เดือน เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี 12 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อหากระทำชำเราบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีในสถานการค้าประเวณี โดยบุคคลนั้นยินยอมตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี

พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในกระทงที่เหลือตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า นางสาว น. อายุ 15 ปีเศษ เป็นบุตรของนาย ส. และนาง ง. พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาและนาย ว. พี่ชาย ต่อมานางสาว น. ขับรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านแล้วหายตัวไป จนกระทั่งวันที่ 1 พฤศจิกายน 2547 ซึ่งเป็นวันเปิดภาคเรียน นางสาว น. ได้กลับมาที่บ้านและในเดือนมกราคม 2548 นาย ส. บิดาทราบเรื่องจากนาย ถ. อาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียนว่า นางสาว น. มีพฤติการณ์ค้าประเวณี โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาไปเพื่อบุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ซึ่งคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย และเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือพาไปเพื่อให้บุคคลนั้นค้าประเวณี โดยจำเลยที่ 1 พานางสาว น. ไปขายบริการให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงถือว่าจำเลยที่ 1 พอใจในผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานกระทำชำเราบุคคลอายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีในสถานการค้าประเวณีหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4 บัญญัตินิยามคำว่า "สถานการค้าประเวณี" หมายความว่า สถานที่ที่จัดไว้เพื่อการค้าประเวณีหรือยอมให้มีการค้าประเวณีและให้หมายความรวมถึงสถานที่ที่ใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลอื่นเพื่อการกระทำการค้าประเวณีด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาคำว่าสถานการค้าประเวณีตามบทบัญญัติดังกล่าว อาจไม่มีอยู่จริงตามกฎหมายเนื่องจากไม่ได้หมายความเพียงแต่สถานที่อันมีไว้เพื่อค้าประเวณีโดยเฉพาะเช่นซ่องโสเภณี แต่ยังให้หมายรวมถึงสถานที่ทั่วไปที่ยอมให้มีการค้าประเวณีหรือใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์ในการค้าประเวณีอีกด้วย

เช่น ในโรงแรม ร้านทำผม ร้านอาหารหรือสถานที่อื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกทั่วไปไม่รู้ว่ามีการค้าประเวณีแอบแฝง คงรู้แต่เฉพาะกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นต้น คดีนี้ได้ความว่า จำเลยที่ 1 พานางสาว น. ไปขายบริการทางเพศให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่บังกะโล ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างรู้กันว่าบังกะโลนี้เป็นสถานที่ติดต่อสำหรับค้าประเวณีได้ แม้เจ้าของหรือผู้ควบคุมบังกะโลจะรู้เห็นยินยอมหรือไม่ก็ตาม สถานที่ดังกล่าวก็เข้าองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง แล้ว จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำชำเรานางสาว น. ในสถานการค้าประเวณี ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารหรือไม่ โจทก์มีนางสาว น. เป็นพยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานพักอยู่กับบิดามารดาและพี่ชาย ต่อมาพยานขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากบ้านไปหาจำเลยที่ 1 พร้อมกับนางสาว อ. ชวนกันไปหาจำเลยที่ 1 เพื่อติดต่อลูกค้าเพื่อค้าประเวณี จากนั้นในช่วงเดือนตุลาคม จำเลยที่ 2 ได้นัดพยานไปที่บังกะโลเพื่อร่วมหลับนอนโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้พาพยานไปส่ง ต่อมาพยานโทรศัพท์สอบถามว่ามีลูกค้าหรือไม่ จำเลยที่ 1 จึงพาพยานไปส่งให้แก่จำเลยที่ 3 ร่วมหลับนอนอีก นาย ส. บิดาและนาย

ว. พี่ชายของนางสาว น. เบิกความเป็นพยานต่อมาว่า นางสาว น. ขับรถจักรยานยนต์ออกไปจากบ้าน พยานทั้งสองออกติดตาม แต่ไม่พบ ต่อมานางสาว น. กลับเข้ามาที่บ้านและทราบภายหลังว่าไปค้าประเวณีมา จึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า มีผู้พรากนางสาว น. บุตรสาวไป ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความว่า เคยซื้อบริการทางเพศกับผู้หญิงที่อายุกว่า 18 ปี โดยสังเกตจากรูปร่าง การแต่งหน้าแต่งตัว ไม่เคยซื้อบริการเด็ก และไม่ทราบว่านางสาว น. เป็นผู้เยาว์อายุต่ำกว่าสิบแปดปี เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 อายุ 52 ปี และ 58 ปี โดยจำเลยที่ 3 รับราชการเป็นครูมาก่อน ทั้งสองคนผ่านโลกและมีประสบการณ์ในชีวิตพอสมควร ทั้งยังแต่งงานแล้วและมีบุตรด้วย

ย่อมจะพิจารณาได้ว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุประมาณเท่าใด ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็มิได้ให้การว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 สำคัญผิดในเรื่องอายุของนางสาว น. แต่อย่างใด กรณีหากเป็นเรื่องสำคัญผิดในข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก จะต้องมีพฤติการณ์หรือเหตุจูงใจให้สำคัญผิดโดยสุจริต มิใช่คาดคะเนเอาเอง พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เช่นนี้จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อแก้ตัวว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 สำคัญผิดในข้อเท็จจริงโดยสุจริต ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำชำเราผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีในสถานการค้าประเวณี จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี

พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ส่วนการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าได้นัดให้จำเลยที่ 1 นำผู้หญิงมาส่งที่บังกะโล โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ระบุว่าผู้หญิงนั้นจะมีอายุมากน้อยเพียงใด จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประสงค์จะให้นำผู้เยาว์ซึ่งมีอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีมาอันเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ถึง 319 ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์ มุ่งคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแล กฎหมายมิได้จำกัดว่าพรากโดยวิธีการอย่างใดและไม่ว่าผู้เยาว์จะเป็นฝ่ายออกจากบ้านเองโดยผู้มีชักนำหรือไม่มีผู้ชักนำก็ตาม ก็ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น

การที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับนางสาว น. ผู้เยาว์ เดินทางมาพบกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามที่นัดหมายแล้ว แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้เป็นฝ่ายชักชวนก็ตาม แต่หลังจากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมประเวณีนางสาว น. โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือความยินยอมจากบิดามารดาของนางสาว น. ย่อมทำให้อำนาจปกครองของนาย ส. และนาง ง. บิดาและมารดาถูกพรากจากไปโดยปริยาย การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยังเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก อยู่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประพาฬ อนมาน · อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ · วิจิตร วิสุชาติ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดเชียงราย - นายปริญญา ปานเพชร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายจตุรงค์ ฉินวิวัฒน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.290/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2629/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ4861/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้