Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 153/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยที่1กระทำละเมิดยึดรถยนต์ที่โจทก์ที่1ซื้อไว้จากตัวแทนของจำเลยที่1ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายโดยโจทก์ที่1ไม่ได้รับเงินค่ารถยนต์ส่วนที่เหลือจากการขายให้โจทก์ที่2และโจทก์ที่2ต้องเสียเงินที่ชำระให้จำเลยที่1แล้วกับไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้รถยนต์แต่ละวันจำเลยที่1ให้การต่อสู้ว่ารถยนต์เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่1ไม่ได้ให้ผู้ใดเป็นตัวแทนไปขายให้โจทก์ที่1เป็นการโต้เถียงกรรมสิทธิ์ในรถยนต์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคารถยนต์เมื่อโจทก์แต่ละคนต่างเรียกร้องให้จำเลยที่1รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่ตนได้รับเท่านั้นจึงเป็นหนี้ที่แบ่งแยกกันชำระได้เมื่อคดีสำหรับโจทก์แต่ละคนเป็นคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000บาทจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่ง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ที่1ประกอบกิจการซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์จำเลยที่1มีชื่อในสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์บรรทุกปิดอัพยี่ห้ออีซูซุคันหมายเลขทะเบียน8ย-7504กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่29มกราคม2531จำเลยที่1ได้มอบให้นาย รัตน์ ไม่ทราบนามสกุลนำรถยนต์คันดังกล่าวพร้อมสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์แบบแจ้งโอนและการเปลี่ยนแปลงต่างๆในทะเบียนรถยนต์คำแจ้งความเรื่องขอโอนและขอรับโอนทะเบียนรถยนต์ซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความโดยจำเลยที่1ลงลายมือชื่อในช่องเจ้าของรถยนต์ผู้ยื่นคำขอและช่องผู้โอนทั้งสำเนาบัตรประจำตัวของจำเลยที่1มาแสดงและเสนอขายให้โจทก์ที่1ในราคา140,000บาทโจทก์ที่1รับซื้อไว้ซึ่งเป็นการซื้อขายโดยสุจริตในท้องตลาดโจทก์ที่1ได้ตกแต่งปรับปรุงรถยนต์ให้มีสภาพดีขึ้นเสียค่าใช้จ่ายไปเป็นเงิน15,000บาทต่อมาวันที่10กุมภาพันธ์2531โจทก์ที่1ได้ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่2ในราคา170,000บาทโจทก์ที่2ชำระเงินให้โจทก์ที่1เป็นจำนวน35,000บาทส่วนที่เหลือโจทก์ที่2จะขอกู้จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์

ธนานันท์ จำกัดโดยนำรถยนต์ที่ซื้อไปโอนใส่ชื่อเป็นของบริษัทดังกล่าวในสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์แต่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานกองทะเบียนกรมตำรวจไม่สามารถจดทะเบียนโอนเปลี่ยนชื่อได้แจ้งว่ารถยนต์คันดังกล่าวถูกจำเลยที่1แจ้งอายัดไว้เพราะถูกขโมยไปวันที่22กุมภาพันธ์2531เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินได้ไปยึดรถยนต์คันดังกล่าวจากโจทก์ที่2มาเก็บรักษาไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินเพื่อประกอบการสอบสวนคดีลักทรัพย์โจทก์ที่1มีหนังสือโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในรถยนต์และขอรับรถยนต์คืนแต่จำเลยที่2ซึ่งเป็นสารวัตรใหญ่สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินไม่ยอมคืนแจ้งว่าได้คืนรถยนต์ให้จำเลยที่1ไปแล้วการคืนดังกล่าวจำเลยที่2ไม่ได้สอบถามโจทก์ทั้งสองก่อนการกระทำของจำเลยที่2จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบและไม่มีอำนาจกระทำได้จำเลยที่2เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของจำเลยที่3จำเลยที่2จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่3การกระทำของจำเลยที่1และที่2เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายซึ่งจำเลยที่3ต้องร่วมรับผิดด้วยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามส่งมอบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน8ย-7504กรุงเทพมหานครในสภาพเดิมแก่โจทก์ทั้งสองหากไม่สามารถคืนรถยนต์คันดังกล่าวได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ที่1เป็นเงิน140,062.50บาทและโจทก์ที่2เป็นเงิน97,106.28บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีสำหรับโจทก์ที่1ในต้นเงิน135,000บาทสำหรับโจทก์ที่2ในต้นเงิน93,500บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่1ให้การว่าโจทก์ทั้งสองมิได้ประกอบกิจการซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์จำเลยที่1เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน8ย-7504กรุงเทพมหานครและได้ครอบครองรถยนต์มาโดยตลอดจำเลยที่1ไม่เคยขายรถยนต์ให้แก่ผู้ใดและไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ทั้งสองฟ้องของโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุมจำเลยที่1ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำผิดกฎหมายต่อโจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความเสียหายขอให้ยกฟ้องจำเลยที่2และที่3ให้การทำนองเดียวกันว่าโจทก์ที่1ไม่ได้ประกอบกิจการซื้อขายและแลกเปลี่ยนรถยนต์โจทก์ที่1ไม่ได้ซื้อรถยนต์คันพิพาทจากจำเลยที่1จำเลยที่1ไม่เคยมอบให้นาย รัตนะเป็นตัวแทนนำรถยนต์คันพิพาทไปขายให้แก่โจทก์ที่1จำเลยที่1มาแจ้งความร้องทุกข์ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาของจำเลยที่2ว่าจำเลยที่1ถูกนาย รัตนะหลอกให้ลงลายมือชื่อในใบโอนรถยนต์พร้อมกับเอาสมุดคู่มือทะเบียนรถยนต์และรถยนต์คันพิพาทไปโจทก์ทั้งสองไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทจำเลยที่2ได้แจ้งอายัดรถยนต์คันดังกล่าวไปยังกองทะเบียนกรมตำรวจโจทก์ทั้งสองไม่โต้แย้งกรรมสิทธิ์จำเลยที่2จึงได้คืนรถยนต์คันพิพาทที่ยึดมาให้จำเลยที่1ไปโดยมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองจำเลยที่2และที่3ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่1คืนรถยนต์บรรทุกกระบะยี่ห้ออีซูซุหมายเลขทะเบียน8ย-7504กรุงเทพมหานครในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีแก่โจทก์ทั้งสองหากคืนไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่1จำนวน135,000บาทโจทก์ที่2จำนวน44,750บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ทำละเมิด(วันที่22มกราคม2531)จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่1อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าหากจำเลยที่1คืนรถยนต์คันพิพาทไม่ได้ให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่1เป็นจำนวนเงิน120,000บาทให้จำเลยที่1ใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่1ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า"คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าจำเลยที่1กระทำละเมิดยึดรถยนต์ที่โจทก์ที่1ซื้อไว้โดยชอบแล้วจากตัวแทนของจำเลยที่1ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียหายโดยโจทก์ที่1ไม่ได้รับเงินค่ารถยนต์ส่วนที่เหลือจากการขายให้โจทก์ที่2และโจทก์ที่2ต้องเสียเงินที่ชำระให้จำเลยที่1แล้วกับไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้รถยนต์แต่ละวันจำเลยที่1ให้การต่อสู้ว่ารถยนต์เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่1ไม่ได้ให้ผู้ใดเป็นตัวแทนไปขายให้โจทก์ที่1อันเป็นกรณีโต้เถียงกรรมสิทธิ์ในรถยนต์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคารถยนต์ซึ่งราคาซื้อขายเพียง155,000บาทอีกทั้งคดีนี้แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่1รับผิดโดยอาศัยมูลละเมิดเดียวกันแต่โจทก์แต่ละคนต่างเรียกร้องให้จำเลยที่1รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายที่ตนได้รับเท่านั้นจึงเป็นหนี้ที่แบ่งแยกกันชำระได้คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ที่1ได้รับค่าเสียหายเป็นเงิน120,000บาทและให้โจทก์ที่2ได้รับค่าเสียหายเป็นเงิน35,000บาทในกรณีที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้รับรถยนต์คืนซึ่งรวมเป็นราคารถยนต์พิพาทแล้วแม้โจทก์ที่2จะได้รับค่าเสียหายเนื่องจากการไม่ได้ใช้รถยนต์อีกเป็นเงิน9,750บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันละเมิด(22มกราคม2531)คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม10,256.86บาทแต่เมื่อนำมารวมกันแล้วก็ไม่เกิน200,000บาทคดีสำหรับโจทก์แต่ละคนเป็นคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000บาททั้งไม่ปรากฏเหตุยกเว้นที่จะฎีกาข้อเท็จจริงได้ตามกฎหมายจึงเป็นคดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา248วรรคหนึ่งที่จำเลยที่1ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ฟังว่าโจทก์ที่1มีอาชีพซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์นั้นขัดต่อเหตุผลก็ดีนาย รัตนะมิใช่เป็นตัวแทนของจำเลยที่1แต่น่าจะฟังว่านาย รัตนะเป็นตัวแทนของโจทก์ที่1ก็ดีไม่น่าเชื่อว่าโจทก์ที่1รับซื้อรถยนต์ไว้โดยสุจริตนาย รัตนะไม่ได้รับเงินจากโจทก์ที่1ก็ดีไม่น่าเชื่อว่ามีการซื้อขายรถยนต์ระหว่างโจทก์ทั้งสองโจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายก็ดีล้วนแต่เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงอันต้องห้ามและที่ฎีกาว่าโจทก์ที่2ซื้อรถยนต์พิพาทจากโจทก์ที่1โดยมิชอบเพราะผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนและการกระทำของจำเลยที่1ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองก็เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามเช่นกันศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สละ เทศรำพรรณ · บุญศรี กอบบุญ · โกษา ปิยสิรานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381/2562

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่สามารถแบ่งแยกเป็นส่วนของโจทก์แต่ละคน โดยโจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องเรียกเฉพาะส่วนของตนโดยลำพังได้ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงต้องถือตามจำนวนค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์แต่ละคนมีสิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4839/2562

การที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ มิใช่เป็นคดีที่โจทก์ร่วมฟ้องเองโดยตรง จึงต้องถือว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3826/2562

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดก จำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ทั้งหกในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดก ขอให้บังคับจำเลยโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหก จึงเป็นเรื่องที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้