Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1533/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ไม่ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และไม่มีเหตุที่จะงดการอ่านคำสั่งของศาลฎีกา โดยให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป คดีย่อมเป็นที่สุดนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคสาม จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้อีก

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 7 ปี และปรับ 400,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด พิพากษายืน จำเลยยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกา ระหว่างที่ศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกา วันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาส่งคำร้องของจำเลยพร้อมสำนวนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ตามฟ้องและคำพิพากษาในคดีนี้ที่อ้างข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ขัดต่อหลักนิติกรรมและขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่ และขอให้รอการพิพากษาไว้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 26 ตุลาคม 2558 ศาลฎีกาส่งสำนวนพร้อมคำสั่งคำร้องไปยังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นนัดฟังคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 28 ธันวาคม 2558 วันที่ 24 ธันวาคม 2558 จำเลยยื่นคำร้องว่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติส่งคำร้องของจำเลยไปศาลรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งคำร้องของศาลฎีกาในวันนัดดังกล่าว วันที่ 28 ธันวาคม 2558

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา และให้นัดฟังคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยยื่นคำร้องว่าเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้สั่งให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งศาลฎีกาและส่งสำนวนคืนศาลฎีกา เนื่องจากจำเลยได้ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องพร้อมความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลฎีกาพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าว จึงขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งศาลฎีกาในวันนัดดังกล่าวไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 ว่าในชั้นนี้คดีมีประเด็นตามคำร้องของจำเลยเพียงว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาได้หรือไม่เท่านั้น ทั้งเหตุที่อ้างตามคำร้องลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 นั้น เป็นเหตุเดียวกับที่จำเลยขอให้ศาลส่งคำร้องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องลงวันที่ 18 ธันวาคม 2558 กรณีจึงไม่มีเหตุให้งดอ่านคำสั่งศาลฎีกา และได้อ่านคำสั่งคำร้อง ย.818/2557 ย.2039/2557 และ ย.1763/2558 ของศาลฎีกาให้จำเลยฟังแล้ว ซึ่งตามคำสั่งคำร้องที่ ย.818/2557

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรจะได้วินิจฉัย จึงไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ให้ยกคำร้อง คำสั่งคำร้องที่ ย.2039/2557

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องนี้เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2557 ภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ยกเว้นหมวด 2 ได้สิ้นสุดลงแล้ว ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 แม้ต่อมาได้มีการประกาศใช้บังคับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยปัญหากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ก็หมายถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 เท่านั้น มิได้มีบทบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ศาลฎีกาจึงไม่อาจส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ กรณีไม่มีเหตุให้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว ให้ยกคำร้อง และคำสั่งคำร้องที่ ย.1763/2558

ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่มีเหตุที่จะให้งดอ่านคำสั่งของศาลฎีกา ให้ยกคำร้อง และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นงดอ่านคำสั่งศาลฎีกา ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 และเพิกถอนการอ่านคำสั่งคำร้องที่ ย.818/2557 ย.2039/2557 และ ย.1763/2558 ของศาลฎีกา และให้ส่งคำสั่งคำร้องดังกล่าว และสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไปพร้อมเพิกถอนคำสั่งให้ออกหมายจับจำเลยด้วย ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติด เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้แย้งเพื่อขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา ซึ่งอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบในชั้นฎีกา การพิจารณาจึงเป็นอำนาจของศาลฎีกา จำเลยจึงต้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาโดยตรง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกา ขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษา ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของดการอ่านคำสั่งของศาลฎีกา ฉบับลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 และเพิกถอนการอ่านคำสั่งคำร้องที่ ย.818/2557 ย.2039/2557 และ ย.1763/2558 ของศาลฎีกา แล้วให้ส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมสำนวนคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไปและขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ออกหมายจับจำเลยด้วยนั้น เห็นว่า เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ไม่ส่งคำร้องของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และไม่มีเหตุที่จะให้งดการอ่านคำสั่งของศาลฎีกา โดยให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสามฉบับ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป คดีย่อมเป็นที่สุดนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 19 วรรคสาม จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้อีก ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้น จึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฎีกาของจำเลย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เทพ อิงคสิทธิ์ · นิพนธ์ ใจสำราญ · ไมตรี สุเทพากุล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดธัญบุรี - นางสาวหทยา กุลชัยรัตนา
ศาลอุทธรณ์ - นายจักรพันธ์ สอนสุภาพ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.3573/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ6858/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ7584/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้