Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15399/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ. 2533 ข้อ 15 ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามข้อบังคับนี้ ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้ผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านท้ายข้อบังคับนี้..." ดังนั้นการที่พนักงานของจำเลยจะนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้านได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านซึ่งอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เท่านั้น ซึ่งตามข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ.2533 ข้อ 4 ระบุว่า "ท้องที่หมายความว่า กรุงเทพมหานคร อำเภอ กิ่งอำเภอ หรือท้องที่ของอำเภอ และหรือกิ่งอำเภอที่ผู้อำนวยการประกาศกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกันตามข้อ 5 โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยาง" และข้อ 5 ระบุว่า "ให้คณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางมีอำนาจประกาศกำหนดให้อำเภอและหรือกิ่งอำเภอหลายท้องที่รวมกันเป็นท้องที่เดียวกันได้" เมื่อโจทก์ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี แต่โจทก์ได้ไปเช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านในอำเภอวารินชำราบโดยไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางได้ประกาศกำหนดให้สองอำเภอดังกล่าวเป็นท้องที่เดียวกันอำเภอวารินชำราบจึงเป็นท้องที่อื่น มิใช่เป็นท้องที่ที่ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยและบังคับให้จำเลยจ่ายค่าเช่าบ้านเพื่อชำระค่าเช่าซื้อบ้านให้แก่โจทก์ตามสิทธิในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยจ่ายค่าเช่าบ้านส่วนที่ขาดไปตามสิทธิจำนวน 34,517.40 บาท ที่จำเลยระงับการจ่ายและให้เรียกเงินคืนนับแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2545 เป็นต้นไป พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวแต่ละเดือนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลนี้ ค่าเช่าบ้านมิใช่ค่าจ้างหรือเงินสวัสดิการเกี่ยวกับค่าจ้าง จำเลยมีสิทธิหักเงินเดือนของโจทก์เนื่องจากการขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2545 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2547 เป็นเงิน 34,517.40 บาท เป็นการ ฝ่าฝืนต่อคำสั่งให้ปฏิบัติของจำเลย ซึ่งมีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2545 ซึ่งโจทก์ทราบคำสั่งให้ปฏิบัติแล้วยังนำหลักฐานการซื้อบ้านต่างท้องที่ที่ตนประจำปฏิบัติหน้าที่อยู่มาเบิกจากจำเลยอีกจึงเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว จำเลยจึงมีสิทธิหักค่าเช่าบ้านที่โจทก์ไม่มีสิทธิเบิกคืนได้โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ก่อน คำสั่งให้หักเงินเดือนโจทก์ เป็นคำสั่งที่หักเงินส่วนที่โจทก์ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านเท่านั้น

ส่วนที่โจทก์มีสิทธิเบิกได้จำเลยมิได้นำมาหักด้วย อีกทั้งก่อนวันที่ 22 สิงหาคม 2545 ที่โจทก์ได้เบิกค่าเช่าบ้านเดือนละ 3,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 จำเลยไม่ได้เรียกคืนบางส่วนจากโจทก์และมิได้นำมาหักด้วย ดังนั้นคำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิได้ค่าเช่าบ้านส่วนที่ขาดไปตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธินำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระค่าบ้านที่เช่าซื้อในอำเภอวารินชำราบมาเบิกค่าเช่าบ้านหรือไม่ เห็นว่า สิทธิในการเบิกค่าเช่าบ้านของโจทก์จะมีอย่างไร ย่อมอยู่ภายใต้ข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ. 2533 โดยข้อ 7 ระบุว่า "ภายใต้ข้อบังคับข้อ 15 และข้อ 16 พนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งให้เดินทางไปประจำสำนักงานในต่างท้องที่ มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านที่ต้องจ่ายจริงตามที่สมควรแก่สภาพแห่งบ้าน แต่อย่างสูงไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้าน" และข้อ 15 ระบุว่า "ในกรณีที่ผู้ซึ่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านตามข้อบังคับนี้

ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น ให้ผู้นั้นมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าว มาเบิกค่าเช่าบ้านได้ไม่เกินจำนวนเงินที่กำหนดไว้ตามบัญชีอัตราค่าเช่าบ้านท้ายข้อบังคับนี้..." ดังนั้นการที่พนักงานของจำเลยจะนำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้มาเบิกค่าเช่าบ้านได้นั้นจะต้องเป็นกรณีที่ได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านซึ่งอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เท่านั้น ซึ่งตามข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน

พ.ศ. 2533 ข้อ 4 ระบุว่า "ท้องที่ หมายความว่า กรุงเทพมหานคร อำเภอ กิ่งอำเภอ หรือท้องที่ของอำเภอ และหรือกิ่งอำเภอที่ผู้อำนวยการประกาศกำหนดให้เป็นท้องที่เดียวกันตามข้อ 5 โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการสงเคราะห์การทำสวนยาง" และข้อ 5 ระบุว่า "ให้คณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางมีอำนาจประกาศกำหนดให้อำเภอและหรือกิ่งอำเภอหลายท้องที่รวมกันเป็นท้องที่เดียวกันได้" ในเมื่อโจทก์ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในท้องที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี แต่โจทก์ได้ไปเช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านในอำเภอวารินชำราบโดยไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางประกาศกำหนดให้สองอำเภอดังกล่าวเป็นท้องที่เดียวกัน อำเภอวารินชำราบจึงเป็นท้องที่อื่นมิใช่เป็นท้องที่ที่ได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่

โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ แม้ผู้อำนวยการสำนักงานสงเคราะห์การทำสวนยางหรือผู้กระทำการแทนจะได้ตอบข้อหารือว่าการเช่าซื้อบ้านไม่ว่ากระทำในท้องที่ใดก็มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านได้นั้น ก็เป็นเพียงความเห็นทางกฎหมายส่วนบุคคลที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสภาพบังคับที่ชัดแจ้งของข้อบังคับสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ว่าด้วยค่าเช่าบ้าน พ.ศ. 2533 ได้ ส่วนการที่ผู้อำนวยการสำนักงานสงเคราะห์การทำสวนยางเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับฉบับนี้ก็มีอำนาจในการบริหารจัดการเกี่ยวกับข้อบังคับเพียงเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและข้อบังคับ ไม่ได้หมายความว่าจะมีอำนาจตีความอย่างไรได้

แม้ว่าภายหลังจากที่มีการตอบข้อหารือจะมีการถือปฏิบัติให้โจทก์เบิกค่าเช่าบ้านโดยใช้หลักฐานการกู้เงินชำระราคาบ้านในอำเภอวารินชำราบได้ ก็ไม่อาจถือว่าเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ผูกพันโจทก์และจำเลย เพราะเป็นเพียงการตีความเพื่อบังคับใช้ข้อบังคับที่คลาดเคลื่อน ดังนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระค่าบ้านที่เช่าซื้อซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอวาริน ชำราบอันเป็นท้องที่นอกเขตที่ตนปฏิบัติงานมาเบิกค่าเช่าบ้านได้ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน · กฤษณ์ โสภิตกุล · นิยุต สุภัทรพาหิรผล
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายชวลิต ธรรมฤาชุ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.121/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ395/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ6054/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้