คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองล้มละลาย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสองเด็ดขาด ต่อมาผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้คนหนึ่งในคดีล้มละลายยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการเพิกถอนจำนองที่ดินมีโฉนดระหว่างจำเลยที่ ๑ ผู้จำนองกับธนาคารกรุงศรีอยุธยาผู้รับจำนอง อ้างว่าธนาคารดังกล่าวเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ ๑ และผู้ร้องในคดีแพ่ง แต่ไม่บังคับคดี กับยอมให้จำเลยที่ ๑ จำนองที่ดินดังกล่าวเป็นประกันหนี้ของบุคคลอื่น ทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมเสียเปรียบ เพราะเสียสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่าไม่ควรเพิกถอน ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้กลับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ศาลชั้นต้นเห็นว่าอำนาจในการขอเพิกถอนเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หาใช่ของเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายไม่ ให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พออนุมานได้ว่าผู้ร้องไม่พอใจคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ไม่ดำเนินการในชั้นศาลให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวซึ่งทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องอาศัยสิทธิตามพระราชบัญญัติล้มละลาย ฯ มาตรา ๑๔๖ พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ศาลชั้นต้นเห็นว่าการจำนองดังกล่าวเป็นปกติธุรกิจการค้าของธนาคาร ไม่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สุจริต ไม่ทำให้ผู้ร้องเสียหาย ให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหามีว่าที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ดำเนินการเพิกถอนการจำนองตามคำร้องนั้น ชอบแล้วหรือไม่เห็นว่าผู้ร้องกับจำเลยที่ ๑ เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาร่วมกัน ตกลงชำระหนี้ให้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ให้ครบถ้วนภายใน ๖ เดือน ธนาคารจึงมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๑ ที่จะบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ ๑ หรือผู้ร้องซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมได้โดยไม่ต้องบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ ก่อนแต่อย่างใด หากผู้ร้องเห็นว่า ขณะนั้นจำเลยที่ ๑ ยังมีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ได้ ก็ชอบที่จะชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่ธนาคารแล้วใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ ๑ ผู้ร้องก็จะไม่ได้รับความเสียหาย การที่ธนาคารไม่เลือกใช้สิทธิบังคับคดีเอาแก่จำเลยที่ ๑ เมื่อครบกำหนดตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น
หาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ และปรากฏว่าขณะที่จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนจำนองนั้น ผู้ร้องก็ยังมิได้ชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร จึงไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ ๑ และไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ ดังนั้นการที่จำเลยที่ ๑ เอาที่ดินไปจำนองธนาคาร จึงไม่เป็นการกระทำทั้งที่รู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้ผู้ร้องซึ่งมิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ ๑ เสียเปรียบแต่ประการใด ประกอบกับจำเลยที่ ๑ ก็นำที่ดินไปจำนองเพื่อกิจการค้าของห้าง ฯ และบริษัทที่จำเลยที่ ๑ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและเป็นกรรมการผู้จัดการอยู่ ทั้งไม่มีเหตุส่อแสดงว่าธนาคารรับจำนองโดยไม่สุจริตและกระทำไปโดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้ผู้ร้องเสียเปรียบ กรณีไม่เข้าข่ายที่ผู้ร้องจะขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๓๗ ได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน.