Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1540/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ถือว่าธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรเป็นกฎหมายสูงสุด บรรดาคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรดังกล่าวและโดยมติคณะรัฐมนตรีจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและใช้บังคับได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้งดสืบพยานจำเลยมิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นดังกล่าว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 226 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2515 มาตรา 17

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหมายเลขโฉนดที่ ๖๐๑๔ แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ซึ่งตกเป็นของรัฐตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สลร.๓๙/๒๕๑๗ เรื่องให้ทรัพย์สินของจอมพลถนอม กิตติขจร และ ภริยา จอมพลประภาส จารุเสถียร และภริยา และพันเอกณรงค์ กิตติขจร และภริยาที่อายัดไว้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สลร.๔๐/๒๕๑๖ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๑๖ ตกเป็นของรัฐ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๔ และโดยมติของคณะรัฐมนตรี โดยระบุให้ทรัพย์สินดังกล่าวที่ถูกอายัดไว้ทั้งหมดตกเป็นของรัฐทันทีในวันที่ออกคำสั่ง ให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ตกเป็นของรัฐในนามของรัฐ และให้ดำเนินการตามควรทุกประการในฐานะที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น

เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ จำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินโฉนดที่ ๖๐๑๔ ดังกล่าว กรมธนารักษ์ได้แจ้งให้จำเลยรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยก็เพิกเฉยเป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างกับให้บริวารของจำเลยทั้งสองออกจากที่ดินโจทก์ให้ใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๔๒,๒๓๒.๘๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายเดือนละ ๔,๔๑๗.๘๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินโจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทแต่เป็นกรรมสิทธิ์ของจอมพลประภาส จารุเสถียร และมอบให้จำเลยที่ ๑ ครอบครองทำประโยชน์ จึงมิได้ละเมิดต่อโจทก์ คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สลร.๔๐/๒๕๑๖ และที่ สลร. ๓๙/๒๕๑๗ ขัดต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรขัดต่อสิทธิของประชาชนในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ขัดต่อสิทธิมนุษยชนคำสั่งดังกล่าวไม่มีผลบังคับใช้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ที่พิพาทจึงยังเป็นของจอมพลประภาส จารุเสถียร และจอมพลประภาสได้ยื่นคำร้องขอคืนที่พิพาทตามคำสั่งที่ ๓๙/๒๕๑๗ ซึ่งคณะกรรมการตามคำสั่งดังกล่าววินิจฉัยชี้ขาดให้แก่จอมพลประภาสแล้ว ที่พิพาทยังมิได้ยึดหรืออายัดตามวิธีการของกฎหมายและยังมีชื่อจอมพลประภาสเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองที่พิพาท จึงไม่ได้รับความเสียหาย หากจะฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ โจทก์ก็ไม่อาจหาผลประโยชน์ให้เช่าที่พิพาทได้ เพราะขัดมติคณะรัฐมนตรี เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข ๘ เจ้าหน้าที่โจทก์ร่างขึ้นหลอกลวงจำเลยที่ ๑ ให้ลงนามจึงไม่ชอบและไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจอมพลประภาส จารุเสถียร และอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่พิพาทยังมิได้ถูกยึดหรืออายัดตามกฎหมาย และยังมิได้ตกเป็นของรัฐ ยังมิได้มีคำวินิจฉัยเด็ดขาดชี้ขาดของศาลว่าที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ คำสั่งนายกรัฐมนตรีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อสิทธิมนุษยชนไม่มีผลบังคับ หากฟังว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ก็ไม่อาจหาผลประโยชน์หรือให้เช่าได้เพราะขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ที่พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ แห่งธรรมนูญการปกคอรงราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๑๕ และโดยมติของคณะรัฐมนตรี จำเลยเข้าไปปลูกสร้างอาคารโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์จึงเป็นการละเมิด พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายทรัพย์สินตลอดจนบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเงินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองให้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ ๑,๐๐๐ บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีข้อกฎหมายที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลชั้นต้นสั่งให้งดสืบพยานจำเลยเป็นการชอบหรือไม่นั้นเห็นว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งให้งดสืบพยานจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๒๗ มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง จึงเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา เมื่อปรากฏว่าจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งศาลไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นดังกล่าวได้ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ออกโดยอาศัยตามมาตรา ๑๗ แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร และโดยมติคณะรัฐมนตรีมิใช่กฎหมาย หากรัฐอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ที่พิพาท แต่ยังมิได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์

จะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกซึ่งมีชื่อตามทะเบียนไม่ได้นั้นเห็นว่า ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรถือว่า ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรเป็นกฎหมายสูงสุดบรรดาคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรและโดยมติคณะรัฐมนตรี จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและใช้บังคับได้ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ ๘๐๐ บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สง่า ศิลปประสิทธิ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ถาวร ตันตราภรณ์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายโสภณ จันเทรมะ
ศาลอุทธรณ์ - นายอุดม มั่งมีดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2565

ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินเฉพาะส่วน โดยแบ่งการครอบครองเป็นสัดส่วน พร้อมกับขอให้กันส่วนที่ดินเฉพาะส่วนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องออกจากที่ดินก่อนมีการขายทอดตลาด แม้ตามคำร้องจะใช้คำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3202/2559

แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ได้ตั้งประเด็นข้อพิพาทว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกันกับฟ้องเดิมที่รวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้หรือไม่ไว้ด้วย แต่เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12434/2558

คำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยของศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งได้จะต้องโต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ และต้องอุทธรณ์คำสั่งหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วตาม ป.วิ.พ. ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7206/2558

ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นระบุแต่เพียงว่า ในวันดังกล่าวมีการสืบพยานโจทก์และโจทก์อ้างส่งเอกสาร 7 อันดับ ศาลหมาย จ.1 ถึง จ.7 โดยจำเลยแถลงคัดค้านว่า แผนผังสมาชิก หนังสือเรื่องขอรับรางวัลเกียรติย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4474/2558

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าคดีร้องขัดทรัพย์จะถึงที่สุด คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่และยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้อง จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้