คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็ภรรยาของขุนนิทเทสฯ ก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๕ เมื่อขุนนิทเนสฯ ตายแล้ว จำเลยอ้างว่าเป็นภรรยาของขุนนิทเทสฯ โดยจดทะเบียนสมรส แต่การจดทะเบียนนั้นเป็นโมฆะเพราะจดระหว่างที่ขุนนิทเทสฯ มีคู่สมรส จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมให้โจทก์ผู้เดียวมีสิทธิรับบำนาญตกทอดภาคภรรยา เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอรับ จำเลยก็ยื่นขอรับบ้าง กระทรวงการคลังสั่งให้โจทก์มาดำเนินคดี จึงขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นภรรยามีสิทธิ์ได้รับบำนาญตกทอดภาคภรรยาผู้เดียวและการสมรสระหว่างจำเลยกับขุนนิทเทสฯ เป็นโมฆะ ให้เพิกถอนเสีย
จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ภรรยาขุนนิทเทสฯ ตามสัญญาประนีประนอมระบุให้บำนาญตกทอดภาคภรรยาตกได้แก่โจทก์ แต่มิได้ระบุให้โจทก์เป็นผู้รับ จำเลยจึงยื่นคำร้องขอรับมาเพื่อจ่ายให้โจทก์ ตามสัญญาข้อ ๕ สัญญาไว้ว่าจะไม่เรียกร้องทรัพย์สิน สิทธิอย่างใดๆ จากกองมรดก นอกจากที่ได้ตกลงกันแล้วนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้อง หากจำเลยทำผิดสัญญาอย่างไร โจทก์ก็ชอบที่จะฟ้องร้องบังคับตามสัญญานั้นเท่านั้น จะมาฟ้องขอให้ศาลแสดงอะไรอีกไม่ได้ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาแสดงว่าโจทก์เป็นภรรยาของขุนนิทเทสฯ ซึ่งตายไปแล้วจะเกิดผลเป็นไปได้อย่างไร และเมื่อขุนนิทเทสฯ ตายแล้ว การสมรสระหว่างโจทก์กับขุนนิทเทสฯ ย่อมขาดไปหมดแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิ++
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำขอที่ขอให้แสดงว่าโจทก์เป็นภรรยาขุนนิทเทสฯ มีสิทธิได้รับบำนาญตกทอดภาคภรรยาผู้เดียวนั้น ยังมีข้อพิพาทอยู่ พิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาในประเด็นว่าโจทก์หรือจำเลยมีสิทธิที่จะได้รับบำนาญตกทอดภาคภรรยาและ++าคไป
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาข้อ ๕ มีข้อความระบุไม่เรียกร้องทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างใดๆ จากกองมรดก (นอกจากที่ได้ตกลงกันไว้นั้น) การที่โจทก์ฟ้องคดีไม่ใช่เป็นกรณีฟ้องเรียกทรัพย์สินจากกองมรดกหรือสิทธิในกองมรดก แม้จะเกี่ยวกับบำนาญตกทอดก็ไม่เกี่ยวกับกองมรดก เพราะบำนาญตกทอดนั้นกฎหมายบัญญัติให้สิทธิบุคคลที่กฎหมายระบุไว้โดยตรง ไม่ใช่เป็นมรดกของผู้ตาย และการฟ้องของโจทก์ไม่ขัดกับสัญญาข้อ ๑ (๓) เพราะข้อนี้ก็ระบุให้บำนาญตกทอดได้แก่โจทก์อยู่แล้ว++จำเลยฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน