Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1547/2514

พ.ศ. 2514 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยซึ่งเป็นพระภิกษุแสดงตนเป็นโจทก์ขึ้นในที่ประชุมสงฆ์เมื่อมีพระภิกษุต้องหาว่าประพฤติผิดพระวินัยเป็นการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยโดยมีมูลให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตใจ ไม่ใช่กระทำเพื่อกลั่นแกล้งใส่ความ โดยไม่มีมูลแล้วจำเลยย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 329(1) ประมวลกฎหมายอาญายังไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทใส่ความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2509 เวลากลางวัน จำเลยสมคบกันหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ทำผิดพระวินัยสงฆ์เสพเมถุนธรรมกับหญิงซึ่งต้องด้วยอาบัติปฐมปาราชิกโดยจำเลยกล่าวในที่ประชุมสงฆ์ซึ่งมีภิกษุสามเณรร่วมประชุมในอุโบสถวัดอินทรวิหารประมาณ 20 องค์ แล้วจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยื่นเอกสารบันทึกว่า โจทก์เสพเมถุนธรรมกับหญิงโดยจำเลยทั้งหมดกับสามเณรบุญปันเป็นผู้ร่วมลงนามรับรองบันทึกนั้นและพระมหาพรหมธัมมทินโน เป็นผู้อ่านบันทึกนั้นให้ที่ประชุมสงฆ์ฟัง การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสียหรือน่าจะเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ข้อความที่จำเลยกับพวกสมคบกันหมิ่นประมาทใส่ความ โจทก์ไม่เป็นความจริง ทำให้โจทก์ถูกไล่ออกจากวัด

เหตุเกิดที่วัดอินทรวิหาร ตำบลบางขุนพรหม อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 83ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลแล้วสั่งคดีมีมูลประทับฟ้องจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า จะฟังว่าโจทก์เสพเมถุนกับหญิงยังไม่ได้จำเลยมิได้กลั่นแกล้งโจทก์ จำเลยกระทำโดยสุจริตเข้าลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1) จึงไม่ผิดฐานหมิ่นประมาทพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาไม่สุจริต จึงไม่เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329(1)

พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ปรับจำเลยรูปละ 100 บาทจำเลยทั้งหมดฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต เพื่อความชอบธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1)ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว สำหรับข้อเท็จจริงว่าโจทก์เสพเมถุนกับหญิงหรือไม่ เป็นอันยุติว่าโจทก์มิได้เสพเมถุนกับหญิง ปัญหามีเพียงว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงข้อความหรือความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อความชอบธรรมป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1) หรือไม่เห็นว่าตามฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยได้กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ต่อหน้าที่ประชุมสงฆ์ในโบสถ์วัดอินทรวิหารว่า โจทก์ทำผิดวินัยสงฆ์โดยเสพเมถุนธรรมกับหญิงตามบันทึกเอกสารท้ายฟ้องที่จำเลยลงนามรับรองไว้ แต่ทางพิจารณาเป็นเรื่องที่เจ้าอาวาสได้รับบัตรสนเท่ห์กล่าวหาโจทก์ และเจ้าอาวาสได้ให้พระอ่านบัตรสนเท่ห์นั้นในที่ประชุมสงฆ์ฟังในโบสถ์แล้วได้สอบถามที่ประชุมว่ามีโจทก์หรือไม่

พระไพฑูรย์ว่ามี คือ พระจำเลยทั้ง 11 รูปกับสามเณรบุญปันว่ารู้เห็นเหตุการณ์ตามบันทึกที่จำเลยที่ 2 ส่งให้พระมหาพรหมอ่านพฤติการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องที่เจ้าอาวาสกับพระจำเลยกระทำตามพระธรรมวินัยด้วยการโจทก์ขึ้นท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์เมื่อมีภิกษุใดต้องหาว่ากระทำผิดพระวินัยและวันต่อมาเจ้าอาวาสได้ตั้งกรรมการสอบสวนโจทก์โดยเรียกโจทก์จำเลยทั้ง 11 รูป ไปให้การตามเอกสาร จ.17 แล้วเจ้าอาวาสมีคำสั่งให้โจทก์ออกไปจากวัด ซึ่งโจทก์ก็ยอมขอผัดเวลาออกจากวัดตามคำสั่งของเจ้าอาวาสและคณะกรรมการสงฆ์ผู้ดูแลทรัพย์สินของวัด มีพระซึ่งเป็นกรรมการสอบสวนอยู่ด้วยแสดงว่าข้อกล่าวหาพอมีมูลในเรื่องที่หญิงมาให้โจทก์ดูหมอหรือพยากรณ์ที่กุฎิโจทก์ตามลำพัง

โจทก์ก็รับว่าในการพยากรณ์บางคราว โจทก์อยู่กับผู้มาขอให้พยากรณ์สองต่อสอง ซึ่งอาจเป็นผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็เคย และรับว่าภิกษุนั่งกับหญิงในที่ลับตาหรือลับหูสองต่อสองนั้นต้องอาบัติปาจิตตีย์ และมูลเหตุที่จะเกิดเรื่องนี้เกิดจากพระมหาสัมฤทธิ์จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีสาเหตุอะไรกับโจทก์เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่หญิงมาให้โจทก์ดูหมอในห้องของโจทก์ก่อน ซึ่งเป็นที่ผิดสังเกต 3-4 ครั้งแล้วจึงชวนพระอื่น ๆ ในวัดมาแอบดูด้วยกันอีกหลายครั้ง โดยเจาะรูหน้าต่างห้องจำเลยที่ 2 กับรูที่ฝาห้องครัวใช้เป็นที่แอบดู โดยศาลชั้นต้นได้ไปตรวจสถานที่แล้วสามารถมองเห็นตรงช่องประตูห้องที่โจทก์ดูหมอได้ชัดแจ้ง เชื่อได้ว่าพระจำเลยกับพวกได้แอบดูพฤติการณ์ของโจทก์และหญิงที่มาดูหมอตามลำพังสองต่อสองจริงในลักษณะที่ผิดสังเกตและไม่ถูกต้องตามวินัยสงฆ์ในการนั่งกับหญิงสองต่อสองในที่ลับหู

อันเป็นเหตุให้พระจำเลยกับพวกในวัดเดียวกันเข้าใจไปในทางเสื่อมเสียแก่วัดและพระจำเลยซึ่งเป็นภิกษุวัดเดียวกับโจทก์ได้โดยสุจริต และการที่จำเลยแสดงตนเป็นโจทก์ขึ้นที่ประชุมสงฆ์เมื่อมีภิกษุใดต้องหาว่าประพฤติผิดพระวินัยนั้นก็เป็นการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอยู่แล้ว โดยมีมูลให้จำเลยเชื่อโดยสุจริตใจเช่นนั้น ไม่ใช่กระทำเพื่อกลั่นแกล้งใส่ความโจทก์โดยไม่มีมูลเสียเลย จำเลยจึงได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329(1) ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทฎีกาจำเลยฟังขึ้นพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วินัย ทองลงยา · ทองคำ จารุเหติ · ประพนธ์ ศาตะมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้