Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15496/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เป็น 2 กรรม ต่างกรรมต่างวาระ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นในกรรมหลังเพียงกระทงเดียว จึงเป็นการยกฟ้องกรรมแรกและลงโทษกรรมหลัง โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าจำเลยไม่ได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดกรรมหลัง จึงชอบที่จะยกฟ้องความผิดกรรมหลังด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 หยิบยกข้อเท็จจริงถึงการกระทำของจำเลยกรรมแรกซึ่งยุติไปแล้วขึ้นมาวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดและพิพากษาลงโทษจำเลยดังกล่าว จึงเป็นการพิจารณาพิพากษานอกฟ้องอุทธรณ์ อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 253/2549 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยมีความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี รวมเป็นจำคุก 10 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

ที่จำเลยฎีกาว่า บันทึกคำให้การของนายอนุรักษ์ ในชั้นสอบสวนมีน้ำหนักน้อยไม่อาจนำมารับฟังเพื่อลงโทษจำเลยได้นั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเป็น 2 กรรม ต่างกรรมต่างวาระกัน คือ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสอง แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด กรรมหนึ่ง กับเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะ แต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ถึงแก่ความตาย

เพียงได้รับอันตรายแก่กาย อีกกรรมหนึ่ง ในชั้นพิจารณาโจทก์นำสืบข้อเท็จจริงถึงการกระทำกรรมแรกว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2546 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา จำเลยกับพวกรวม 3 คน ขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ผ่านมายังกลุ่มผู้เสียหายทั้งสอง โดยจำเลยนั่งกลางและนายอนุรักษ์ นั่งท้ายสุด แล้วนายอนุรักษ์ยิงปืนใส่กลุ่มผู้เสียหายทั้งสอง แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด ส่วนกรรมหลังโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2549 เวลาหลังเที่ยงคืน จำเลยกับพวกขับและนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ โดยจำเลยนั่งกลางเช่นเดิม แล้วนายอนุรักษ์ซึ่งนั่งท้ายสุดใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มผู้เสียหายและกระสุนปืนถูกศีรษะของผู้เสียหายที่ 1 ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า

การกระทำของจำเลยกับพวกที่ยิงในกรรมแรกนั้น เป็นการยิงข่มขู่ ส่วนการยิงในกรรมหลังฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกยิงผู้เสียหายที่ 1 จริง แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นเพียงกระทงเดียว เท่ากับเป็นการยกฟ้องกรรมแรกและลงโทษกรรมหลัง เมื่อจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ส่วนโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ ถือว่าโจทก์พอใจ ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติว่า จำเลยไม่ได้ร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองตามที่โจทก์ขอให้ลงโทษในกรรมแรก ในชั้นอุทธรณ์คงมีประเด็นตามที่จำเลยอุทธรณ์เพียงว่า จำเลยร่วมกับพวกพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ 1 ในกรรมหลังตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงและวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ยิงปืนในกรรมแรก แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้ใด

จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนการยิงในกรรมหลัง ฟังไม่ได้ว่าจำเลยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์มากับนายอนุรักษ์และเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิง แล้วพิพากษายืนในผล เท่ากับเป็นการลงโทษจำเลยกรรมแรกและยกฟ้องกรรมหลัง ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าจำเลยไม่ได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดกรรมหลัง ก็ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดกรรมหลัง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 หยิบยกข้อเท็จจริงถึงการกระทำของจำเลยกรรมแรกซึ่งยุติไปแล้วขึ้นมาวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดและพิพากษาลงโทษจำเลยดังกล่าว จึงเป็นการพิจารณาพิพากษานอกฟ้องอุทธรณ์อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

ประกอบมาตรา 225 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยมิได้ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อโจทก์ไม่ฎีกาคัดค้านขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดกรรมหลังซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด จึงชอบที่ศาลฎีกาจะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกรรมหลังเสีย โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาใหม่ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยเพราะไม่เป็นประโยชน์แก่คดี

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดราชบุรี - นายมนัส ซอศรีสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายธงชัย วรชาติเดชา
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.4186/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ233/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ252/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2567

คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังจำเลยแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2104/2567

การวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด หรือพยานที่จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านนั้น ศาลจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพังเพื่อลงโทษจำเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่น มี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 722/2567

แม้คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยทั้งสามนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2567

ในคดีอาญา แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่มิได้หมายความว่าศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป เพราะไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใดก็เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2566

เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกคำพิพากษาเดิมและพิพากษาใหม่เป็นยกฟ้องตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 13 (1) แล้ว สิทธิในกา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้