Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1562/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 15 ที่บัญญัติว่า "ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้" เป็นการกำหนดหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างให้เท่าเทียมกันในการจ้างงาน ไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างมีเพศแตกต่างกันเท่านั้น มีข้อยกเว้นให้ปฏิบัติแตกต่างกันได้ก็ต่อเมื่อลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติให้เท่าเทียมกันได้ ปรากฏว่าคำสั่งของผู้ร้องที่ให้ลูกจ้างเกษียณเมื่ออายุแตกต่างกัน โดยพนักงานคนงานชายและหญิงเกษียณอายุ 50 ปี บริบูรณ์ พนักงานโฟร์แมนชายและหญิงเกษียณอายุ 55 ปี บริบูรณ์ และพนักงานหัวหน้าโฟร์แมนชายและหญิงเกษียณอายุ 57 ปี เป็นการกำหนดโดยอาศัยตำแหน่งงานของลูกจ้างว่าลูกจ้างตำแหน่งใดจะเกษียณอายุเมื่อใด หาใช่เอาข้อแตกต่างในเรื่องเพศมาเป็นข้อกำหนดไม่ ลูกจ้างในตำแหน่งเดียวกันไม่ว่าชายหรือหญิงยังต้องเกษียณอายุโดยอาศัยหลักเกณฑ์เดียวกัน คำสั่งของผู้ร้องดังกล่าวจึงไม่ขัดกับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 15 ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 วรรคสอง และมิได้ตกเป็นโมฆะ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 30 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15

คำฟ้องและคำให้การ

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้เลิกจ้างผู้คัดค้านเนื่องจากการเกษียณอายุ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า วันที่ 11 มิถุนายน 2518 ผู้ร้องรับผู้คัดค้านเข้าเป็นพนักงาน ทำหน้าที่ช่างซ่อมบำรุงเครื่องปั่นด้าย เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2544 ผู้คัดค้านได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการลูกจ้าง ต่อมามีการยื่นข้อเรียกร้องจากสหภาพแรงงานต่อผู้ร้องเกี่ยวกับการครบเกษียณอายุการทำงานของพนักงานแต่ละประเภท ซึ่งในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบันยังมิได้มีการเปลี่ยนแปลงการเกษียณอายุของคนงาน ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีผลใช้บังคับ มาตรา 15 บัญญัติว่า ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน

เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้ และมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 30 การที่ผู้ร้องขออนุญาตศาลเลิกจ้างผู้คัดค้านตามเงื่อนไขเกษียณอายุตามปกติเช่นที่ผู้ร้องปฏิบัติต่อลูกจ้างทั่วไป เป็นการยกเลิกสัญญาจ้างโดยให้สิทธิลูกจ้างชายและหญิงไม่เท่าเทียมกัน ผู้คัดค้านมีอายุ 50 ปีบริบูรณ์ หากผู้ร้องไม่มีการเลือกปฏิบัติการเกษียณอายุตามลักษณะตำแหน่งงาน ผู้คัดค้านยังสามารถทำงานต่อไปได้อีก 10 ปี หากนำการเกษียณอายุของหัวหน้าแผนกขึ้นไปทั้งชายหญิง ซึ่งเกษียณอายุที่ 60 ปีบริบูรณ์ มาเป็นมาตรฐานการเกษียณอายุ ผู้คัดค้านต้องเกษียณอายุเมื่อ 60 ปีบริบูรณ์ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องเรื่องการเกษียณอายุเป็นโมฆะ ผู้ร้องเลือกปฏิบัติการเกษียณอายุจึงเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกคำร้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านมีว่า คำสั่งของผู้ร้องที่ 16/2546, 17/2546 และ 18/2546 ที่ได้กำหนดการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ไม่เท่าเทียมกัน แต่ขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่งงานของลูกจ้างโดยกำหนดให้พนักงานคนงานชายและหญิงเกษียณอายุ 50 ปีบริบูรณ์ พนักงานโฟร์แมนชายและหญิงเกษียณอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และพนักงานหัวหน้าโฟร์แมนชายและหญิงเกษียณอายุ 57 ปีบริบูรณ์ ขัดกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 30 หรือไม่ โดยผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ระดับตำแหน่งงานเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจในการจัดการและการบังคับบัญชา แต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่แตกต่างกัน

กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 บัญญัติไว้ คำสั่งของผู้ร้องที่ 16/2546, 17/2546 และ 18/2546 ที่ได้กำหนดการเกษียณอายุของลูกจ้างไว้ไม่เท่ากัน จึงตกเป็นโมฆะ ไม่สามารถบังคับได้ ผู้ร้องต้องเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากเหตุเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 60 ปี เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 บัญญัติว่า "ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้" ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 30 วรรคสอง ที่ว่า "ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน" บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน

พ.ศ.2541 มาตรา 15 ดังกล่าวที่ให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงานนั้น เห็นได้ชัดว่า เป็นการกำหนดหน้าที่ของนายจ้างที่จะต้องปฏิบัติต่อลูกจ้างให้เท่าเทียมกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างเพราะเหตุที่ลูกจ้างมีเพศแตกต่างกันเท่านั้น มีข้อยกเว้นให้ปฏิบัติแตกต่างกันได้ก็ต่อเมื่อลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติให้เท่าเทียมกันได้ ในกรณีนี้ปรากฏว่าคำสั่งของผู้ร้องที่ 16/2546, 17/2546 และ 18/2546 ที่ให้ลูกจ้างเกษียณเมื่ออายุแตกต่างกัน เป็นการกำหนดโดยอาศัยตำแหน่งงานของลูกจ้างว่าลูกจ้างตำแหน่งใดจะเกษียณอายุเมื่อใด หาใช่เอาข้อแตกต่างในเรื่องเพศมาเป็นข้อกำหนดไม่ ลูกจ้างในตำแหน่งเดียวกันไม่ว่าชายหรือหญิงยังต้องเกษียณอายุโดยอาศัยหลักเกณฑ์เดียวกัน

คำสั่งของผู้ร้องดังกล่าวจึงมิได้ขัดกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 15 ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 30 วรรคสอง และมิได้ตกเป็นโมฆะดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ผู้คัดค้านเป็นพนักงานระดับพนักงานคนงานครบ 50 ปี บริบูรณ์ เข้าหลักเกณฑ์การเกษียณอายุการทำงานของพนักงานคนงานตามคำสั่งของผู้ร้องที่ 16/2546 ซึ่งเป็นคำสั่งที่ใช้บังคับในระหว่างพิจารณาและกำหนดการเกษียณอายุตามคำสั่งนี้ก็มิได้น้อยกว่าที่ได้กำหนดไว้เดิมจึงมีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 ได้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิทยา บุญชู · ชวลิต ยอดเณร · จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10660/2553

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 6 บัญญัติว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้" แล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3335/2551

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดการบังคับคดี การรวบรวม หรือการจำหน่ายทรัพย์สินตามคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดไว้ชั่งคราวจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2550 (เลขอ้างอิง 411320)

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 26 ซึ่งเป็นมาตราแรกของหมวดนี้บัญญัติว่า "การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5240/2548

อำนาจในการสั่งรับหรือไม่รับคำโต้แย้งของคู่ความตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ไว้พิจารณา เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 264 วรรคสอง แต่อำนาจในการวินิจฉัยว่าคำโต้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 865/2548

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ที่หากจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะต้องรับผิดชอบทางอาญาตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.131 ต้องเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายและใช้บังคับได้ด้วย เมื่อข้อบ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้