Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15630/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยมิได้ร่วมกับคนร้ายในการลักบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหาย การใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายทำรายการเพื่อโอนเงินคงเป็นเรื่องของคนร้ายซึ่งทราบรหัสบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายมิใช่จำเลยเป็นผู้กระทำ ไม่พอฟังว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ แต่การที่จำเลยยอมให้คนร้ายโอนเงินจากบัญชีผู้เสียหายเข้าบัญชีของจำเลยและยอมให้คนร้ายใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยเพื่อให้การลักทรัพย์เป็นผลสำเร็จดังกล่าว ถือเป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 การลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติในแต่ละครั้ง ก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7,334 และ 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 88,100 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,269/5 ประกอบมาตรา 269/7 และมาตรา 335 (7) วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบซึ่งเป็นบทหนักที่สุดแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 50,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 269/5 ประกอบมาตรา 269/7 และมาตรา 335 (7) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การลักทรัพย์เงินสดและการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

ลงโทษฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรก จำเลยกระทำความผิดฐานร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและร่วมกันลักเงินสดจากบัญชีของผู้เสียหายตามฟ้องโจทก์ข้อ ค, ง และ จ. รวม 3 กระทง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า จำเลยเป็นเพียงเครื่องมือของคนร้ายที่หลอกใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลย เป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริงและขาดเจตนาที่จะกระทำความผิด จำเลยไม่มีความผิด เห็นว่า ข้อที่จำเลยอ้างว่ามีชายแปลกหน้ามาขอใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลย ถือเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยฝ่ายเดียว แต่การที่ยินยอมให้ชายแปลกหน้าใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลย โดยได้ความจากคำเบิกความของจำเลยตอบโจทก์ถามค้านว่า

จำเลยได้พูดคุยกับชายแปลกหน้าไม่นานรวมเวลาแล้วไม่เกิน 2 นาที นับว่าเป็นเรื่องที่ผิดปกติวิสัยของวิญญูชนทั่วไปอย่างยิ่งเพราะเลขที่บัญชีเงินฝากและรหัสบัตรเอทีเอ็ม ถือเป็นสิ่งที่ต้องปกปิด ไม่มีบุคคลใดจะยอมเปิดเผยให้บุคคลอื่นทราบโดยง่าย เฉพาะอย่างยิ่งกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อนยิ่งต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ การที่จำเลยหลงเชื่อชายแปลกหน้าในทันทีทันใดที่ชายแปลกหน้ามาขอความช่วยเหลือจึงเป็นเรื่องที่ขาดเหตุผลเพราะหากจำเลยใช้ความระมัดระวังเพียงเล็กน้อยย่อมทราบได้ว่าการกระทำของชายแปลกหน้าเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ประกอบกับไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเงินในบัญชีของจำเลยถอนได้วันละไม่เกิน 50,000 บาท การที่คนร้ายเหลือเงินไว้ในบัญชีของจำเลย 2,000 บาท จึงน่าเชื่อว่าเป็นการให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยมากกว่าที่จำเลยอ้างว่าชายแปลกหน้าจะมาเอาในวันรุ่งขึ้น ข้ออ้างของจำเลยไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง

พฤติการณ์ในการกระทำของจำเลยเชื่อว่าจำเลยรู้ว่าชายแปลกหน้าเป็นคนร้ายแต่ได้ร่วมมือกับคนร้ายเพื่อค่าตอบแทน อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า จำเลยมิได้ร่วมกับคนร้ายในการลักบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายเพื่อที่จะนำมาใช้ถอนและลักเงินในบัญชีของผู้เสียหายมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่เมื่อคนร้ายไม่สามารถใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินสดจากบัญชีของผู้เสียหายได้เนื่องจากเกินวงเงิน จึงต้องใช้วิธีโอนเงินจากบัญชีเงินของผู้เสียหายเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยก่อน จากนั้นใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยถอนเงินจากบัญชีของจำเลยอีกทอดหนึ่ง การใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายทำรายการเพื่อโอนเงินยังคงเป็นเรื่องของคนร้ายซึ่งทราบรหัสบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหาย

มิใช่จำเลยเป็นผู้กระทำ กับไม่พอฟังว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ดังนี้ การที่จำเลยยอมให้คนร้ายใช้บัญชีและบัตรเอทีเอ็มของจำเลยเพื่อให้การลักทรัพย์เป็นผลสำเร็จ จึงเป็นเพียงการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด มิใช่เป็นการกระทำในลักษณะของตัวการที่ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน จำเลยคงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 แม้ข้อเท็จจริงที่ได้จะแตกต่างกับที่กล่าวในฟ้อง แต่มิใช่ในข้อสาระสำคัญและจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ทั้งมีบทลงโทษที่เบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ ศาลย่อมลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า

การที่จำเลยยอมให้คนร้ายโอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายมาเข้าบัญชีของจำเลยรวม 3 ครั้ง แล้วใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยถอนเงินที่โอนมาทั้ง 3 ครั้ง ทันทีนั้น เป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า คนร้ายได้โอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหาย 3 ครั้ง ติดต่อกัน รวมเป็นเงิน 52,000 บาท ภายในเวลา 3 นาทีเนื่องจากไม่สามารถเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายได้ในคราวเดียวกันได้หมดเพราะมีข้อจำกัดของธนาคารเกี่ยวกับการเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายครั้งละไม่เกิน 20,000 บาท ดังที่ปรากฏในรายการเดินบัญชีผ่านเครื่องเอทีเอ็มของผู้เสียหาย และในทันทีทันใดหลังจากที่คนร้ายโอนเงินมาเข้าบัญชีของจำเลยแต่ละครั้งดังกล่าวแล้ว

ก็มีการใช้บัตรเอทีเอ็มของจำเลยถอนเงินที่โอนมาออกจากบัญชีของจำเลยทันทีเช่นกัน แม้การดำเนินการจะได้ทำขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันก็ตามแต่การลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์เบิกถอนเงินผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติในแต่ละครั้ง ก็เป็นความผิดสำเร็จในตัวต่างกรรมต่างวาระกันแล้ว หาใช่เป็นการกระทำผิดเพียงกรรมเดียวตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำผิดหลายกรรม รวม 3 กระทง นั้น ชอบแล้ว ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยแต่เพียงสถานเบาและควรรอโทษแก่จำเลยหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยสนับสนุนให้คนร้ายลักเงินของผู้เสียหายโดยใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียหายที่ลักมาจนเป็นผลสำเร็จ เป็นภัยต่อสุจริตชนทั่วไปที่ต้องได้รับความเสียหายจากการกระทำของมิจฉาชีพจึงถือเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคม ดังนั้น แม้จำเลยจะชดใช้เงินทั้งหมดคืนให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอแก่การปรานีที่ศาลฎีกาจะรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ ฎีกาของจำเลยจึงฟังขึ้นแต่บางส่วน

อนึ่ง เมื่อปรากฏว่าในระหว่างอุทธรณ์ จำเลยได้ชดใช้เงิน 50,000 บาทให้แก่ผู้เสียหายไปครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว จึงไม่ต้องให้จำเลยคืนเงินดังกล่าวแก่ผู้เสียหายอีก

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 269/5, 269/7, 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 แต่ความผิดฐานสนับสนุนการลักทรัพย์เงินสดและสนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานสนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกให้เพื่อใช้เบิกถอนเงินสดโดยมิชอบซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 8 เดือน รวม 24 เดือน ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · วิรุฬห์ แสงเทียน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายนนทวัฒน์ โชติพิมาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายพลศักดิ์ พฤกษฎาจันทร์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.7430/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ2680/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ768/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3872/2563

จำเลยปลอมใบสมัครบัตรเครดิตและบัตรวงเงินสดหมุนเวียนของโจทก์ร่วม ใช้แสดงเป็นพยานหลักฐานในการขอออกบัตร โดยจำเลยใช้เอกสารของผู้เสียหายที่ 2 ที่จำเลยปลอมขึ้นไปแสดงต่อพนักงานของโจทก์ร่วมพร้อมกับแสดงตนว่าเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7946/2568

การที่จำเลยลักบัตรเครดิตของผู้เสียหายแล้ว จำเลยนำบัตรเครดิตดังกล่าวไปชำระค่าบริการและค่าสินค้าแทนการชำระด้วยเงินสด 7 ครั้ง ซึ่งจำนวนเงินที่จำเลยใช้บัตรเครดิตชำระค่าบริการและค่าสินค้าแต่ละครั้งเป็นคนละ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5090/2565

บัตรเครดิตที่มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ ถือเป็นบัตรอิเล็กทรอนิกส์ตามมาตรา 1 (14) (ก) ส่วนหมายเลขบนบัตรเครดิตจำนวนสิบหกหลัก วันหมดอายุ และเลขสามตัว (CVV) หลังบัตรเครดิต เป็นเพียงข้อมูลของบัตรเครด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3742/2556

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือรับของโจร และจำเลยใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ศาลชั้นต้นบันทึกคำให้การของจำเลยว่า ข้าพเจ้าขอให้การรับสารภาพฐานลักทรัพย์ตาม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2553

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคาร ซ. ซึ่งได้ออกให้แก่ ส. ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งที่จำเลยลักไปเพื่อใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด ถอนเงินสดจำนวน 100,000 บาท ไปจากวงเงิ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้