Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ทนายจำเลยซึ่งถอนตัวไปแล้วได้ลงชื่อในอุทธรณ์โดยมิได้แต่งทนายเข้ามาใหม่ และจำเลยมิได้ลงชื่อในอุทธรณ์ ศาลจึงสั่งในอุทธรณ์ให้จำเลยแต่งทนายให้ถูกต้องก่อนแล้วจะสั่งอุทธรณ์ใหม่ แม้จำเลยจะแต่งตั้งทนายความภายหลังวันสิ้นอายุอุทธรณ์แล้ว แต่ศาลก็สั่งรับอุทธรณ์ ดังนี้ เป็นเรื่องศาลชั้นต้นใช้อำนาจอนุญาตให้จำเลยจัดการแก้ไขการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 เมื่อจำเลยปฏิบัติถูกต้องแล้ว ก็ต้องถือว่าอุทธรณ์ของจำเลยสมบูรณ์มาแต่ต้นตั้งแต่วันยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย การที่จำเลยเบิกความและนำสืบพยานหลักฐานต่อศาลก็เพื่อให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่สั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และเพื่อให้จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดอันเป็นความเสียหายแก่โจทก์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจฟ้อง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗, ๑๘๐

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗, ๑๘๐, ๘๓

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ เฉพาะที่เบิกความเท็จอ้างว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของจำเลยที่ ๒

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อที่โจทก์ฎีกาว่านายนพทนายจำเลย ซึ่งถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลยไปแล้ว ได้มาลงชื่อในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองไม่ได้ลงชื่อในอุทธรณ์ด้วย จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จำเลยจะแต่งนายนพเป็นทนายให้มีอำนาจ อุทธรณ์ได้แต่แต่งเข้ามาภายหลังสิ้นอายุอุทธรณ์แล้ว ไม่ทำให้อุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลชั้นต้นยังมีผลบังคับอยู่ตามเดิมนั้น ปรากฏในสำนวนว่าจำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยนายนพซึ่งเคยเป็นทนายจำเลยทั้งสองมาก่อนแล้วได้ถอนตัวไป ได้กลับมาลงชื่อในอุทธรณ์โดยไม่ได้แต่งทนายเข้ามาใหม่ และจำเลยทั้งสองมิได้ลงชื่อในอุทธรณ์ด้วยศาลอาญาได้สั่งในอุทธรณ์ว่าให้จำเลยแต่งทนายให้ถูกต้องก่อนแล้วจะสั่งอุทธรณ์ใหม่โดยสั่งเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๒๓ (คดีนี้ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๒๓ ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๒๒ ซึ่งตรงกับวันเสาร์

รุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์จึงยื่นอุทธรณ์ในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๒๓ ได้อีกวันหนึ่ง) ศาลอาญาไม่ได้กำหนดให้จำเลยยื่นใบแต่งทนายใหม่ภายในกี่วันแต่จำเลยทั้งสองได้ยื่นใบแต่งนายนพเป็นทนายความให้มีอำนาจใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาแทนจำเลยทั้งสองได้เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๒๓ และศาลอาญาได้สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในวันเดียวกันนั้น ดังนี้ เป็นเรื่องที่ศาลชั้นต้นใช้อำนาจอนุญาตให้จำเลยจัดการแก้ไขการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ เมื่อจำเลยทั้งสองปฏิบัติถูกต้องแล้วก็ต้องถือว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสมบูรณ์มาแต่ต้น แม้จำเลยทั้งสองจะแต่งตั้งนายนพเป็นทนายความให้มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาแทนจำเลยทั้งสองได้ภายหลังวันสิ้นอายุอุทธรณ์แล้วก็ตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายสำหรับความผิดฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงหลักฐานเท็จชั้นไต่สวนคำร้องขอยื่นคำให้การนั้นปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นจำเลยในคดีแพ่งดังกล่าว ขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๑๙ จำเลยที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยที่ ๑ ไม่จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ขอยื่นคำให้การสู้คดี ศาลแพ่งนัดไต่สวนแล้วมีคำสั่งในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๑๙ ว่า จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ไม่มีเหตุอันควรที่จะอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การได้ให้ยกคำร้องดังนี้

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองเบิกความและนำสืบพยานหลักฐานต่อศาลก็เพื่อให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่สั่งว่าจำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและเพื่อให้จำเลยที่ ๑ ยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดอันเป็นความเสียหายแก่โจทก์ ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานเบิกความเท็จว่า จำเลยทั้งสองหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากัน และนำหนังสือหย่าอันเป็นพยานหลักฐานเท็จมาแสดงต่อศาลในชั้นร้องขัดทรัพย์นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์ปัญหานี้แล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยทั้งสองอยู่บ้านเลขที่ ๖๓๑/๔ ถนนลาดหญ้า ตามฟ้องอย่างฉันสามีภรรยาแต่จำเลยทั้งสองจะเป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ พยานโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ คงได้ความจากคำเบิกความของจำเลยทั้งสองว่าจำเลยทั้งสองแต่งงานกันที่ประเทศอินเดีย โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และเมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยก็ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้สองเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมาย

ดังนั้นแม้จำเลยทั้งสองจะเบิกความในชั้นร้องขัดทรัพย์ว่า จำเลยได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากันและร่วมกันทำหนังสือหย่านำไปแสดงต่อศาล ก็หาทำให้ฐานะความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยทั้งสองเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดไม่ และข้อความที่จำเลยทั้งสองเบิกความต่อศาลและการนำสืบแสดงหนังสือหย่าต่อศาลดังกล่าวจึงยังฟังไม่ได้ถนัดว่าเป็นความเท็จในคดีร้องขัดทรัพย์แต่อย่างใด จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดตามข้อหานี้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บรรเทอง ภู่กฤษณา · ชลูตม์ สวัสดิทัต · สุรัช รัตนอุดม
ศาลล่าง
ศาลชั้นต้น - นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
ศาลอุทธรณ์ - นายเสงี่ยม ทวีชัยการ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2568

ป.วิ.พ. มาตรา 65 การถอนตัวจากการเป็นทนายความมีขั้นตอนที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 53/2566

ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความอันเป็นเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 177 หาใช่จะมีแต่เฉพาะเจ้าพนักงานเท่านั้นไม่ ราษฎรที่ได้รับความเสียหายโดยตรงเนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าวก็เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21848/2555

จำเลยแต่งตั้ง บ. เป็นทนายความดำเนินคดีแทนจำเลยเฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น การที่ บ. ลงชื่อเป็นผู้อุทธรณ์ ผู้เรียง และผู้พิมพ์เป็นเรื่องฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (7) ประกอบมาตรา 215…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9127/2554

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเบิกความเท็จและแสดงพยานหลักฐานเท็จในคดีก่อนที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยกับพวก เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อนโดยโจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก ช. ให้ดำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8721/2544

กำหนดระยะเวลา 1 เดือนต้องคำนวณตามปีปฏิทิน และถ้าไม่มีวันตรงกันในเดือนสุดท้าย ก็ให้ถือเอาวันสุดท้ายแห่งเดือนนั้นเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/5ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้