Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 มาตรา 41 วรรคแรกบัญญัติว่า "ผู้ให้เช่านาจะขายนาได้ต่อเมื่อได้แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่านาซึ่งเช่านาแปลงนั้นทราบ พร้อมทั้งราคาที่จะขายและวิธีการชำระเงิน...." เช่นนี้ ที่โจทก์เถียงว่าไม่จำเป็นจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่านาทราบ จึงฟังไม่ขึ้น ต. เจ้าของที่ดินพิพาททำหนังสือสัญญาจะขายให้แก่โจทก์แต่เมื่อยังไม่ได้ปฏิบัติต่อจำเลยที่ 1 ผู้เช่านาให้ถูกต้องตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ และจำเลยที่1ก็ยังไม่ได้ปฏิเสธเป็นหนังสือว่าจะไม่ซื้อที่ดินพิพาทตามมาตรา 41 วรรคสามจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าจึงมีสิทธิดีกว่าโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมาจาก ต. ผู้ให้เช่าไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเช่นนี้โจทก์จึงหามีอำนาจที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 1 กับ ต. ได้ไม่

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 237 พ.ร.บ.ควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 มาตรา 41

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๒๑ นายเตรียม ศรีสวัสดิ์ สามีจำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาจะขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) เลขที่ ๑๔๕ เนื้อที่ประมาณ ๓ ไร่ อยู่หมู่ที่ ๓ ตำบลท่าฬ่อ อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ในราคา ๒๔,๐๐๐ บาทแก่โจทก์โดยนายเตรียมได้รับเงินมัดจำค่าที่ดินไปจากโจทก์แล้ว ๕,๐๐๐ บาท กำหนดชำระเงินที่เหลือและจะทำการโอนในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๒๒ ต่อมาวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๒๑ นายเตรียมได้ไปทำการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๑ ผู้เป็นน้องสาวโดยมิได้บอกเลิกสัญญาจะซื้อขายกับโจทก์ก่อน ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ ๑ ก็ทราบถึงการตกลงจะซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายเตรียมมาก่อนแล้ว จึงเป็นการกระทำอันไม่สุจริตต่อโจทก์

โจทก์ได้บอกกล่าวให้นายเตรียมและจำเลยที่ ๑ เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวแล้ว แต่บุคคลทั้งสองปฏิเสธ ต่อมาเมื่อกลางเดือนเมษายน ๒๕๒๒นายเตรียมถึงแก่กรรม จำเลยที่ ๒ เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเตรียม และเป็นผู้ปกครองดูแลทรัพย์สินของนายเตรียม จึงขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ ๑ กับนายเตรียม ให้จำเลยที่ ๑ ไปขอจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงนี้ให้แก่โจทก์ภายใน ๗ วัน นับแต่ศาลได้มีคำพิพากษาหากการจดทะเบียนโอนที่ดินให้โจทก์เป็นการพ้นวิสัย ก็ให้จำเลยที่ ๒ คืนเงินมัดจำ ๕,๐๐๐ บาทแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๑ ได้ซื้อที่ดินพิพาทจากนายเตรียมในราคา ๓๐,๐๐๐ บาท จดทะเบียนโอนสิทธิเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๒๑ จำเลยที่ ๑ไม่ทราบว่านายเตรียมได้ตกลงจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์มาก่อน จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากนายเตรียมอยู่ก่อนแล้ว หากนายเตรียมจะขายที่ดินพิพาทก็ต้องบอกกล่าวจะขายให้แก่จำเลยที่ ๑ ก่อน ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. ๒๕๑๗ จำเลยที่ ๑ รับซื้อที่ดินและจดทะเบียนโอนสิทธิต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมายและเสียค่าตอบแทนโดยสุจริต โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายเตรียมกับจำเลยที่ ๒ นายเตรียมนำที่ดินพิพาทไปขายให้โจทก์โดยจำเลยที่ ๒ ไม่ได้ให้ความยินยอม สัญญาจะซื้อขายจึงเป็นโมฆียะขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ และเพิกถอนสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับนายเตรียม ให้โจทก์รับเงินมัดจำ ๕,๐๐๐ บาทจากจำเลยที่ ๒

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาทมิใช่สินสมรสระหว่างนายเตรียมกับจำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๒ รู้เห็นให้ความยินยอมในการทำสัญญาจะซื้อขายดังกล่าวขอให้พิพากษายกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การโอนขายที่ดินพิพาทระหว่างนายเตรียมและจำเลยที่ ๑ เป็นไปโดยไม่สุจริต จำเลยที่ ๒ รู้เห็นยินยอมให้นายเตรียมทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงไม่เป็นโมฆียะกรรม โจทก์อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อน พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างนายเตรียมกับจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยที่ ๒ จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยให้โจทก์ชำระเงินที่ค้างอีก ๑๙,๐๐๐ บาทแก่จำเลยที่ ๒ หากจำเลยที่ ๒ไม่ไปจดทะเบียนโอนก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากการโอนทะเบียนเป็นการพ้นวิสัยก็ให้จำเลยที่ ๒ คืนเงินมัดจำ ๕,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกและให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่นาตามความหมายของพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๔ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้เช่าที่ดินพิพาทจากนายเตรียมและนายเตรียมได้ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์โดยไม่แจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยที่ ๑ ทราบก่อนตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๔๑สัญญาจะซื้อขายระหว่างโจทก์กับนายเตรียมจึงฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างนายเตรียมกับจำเลยที่ ๑ คงมีสิทธิที่จะได้รับเงินมัดจำคืนจากจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นทายาทของนายเตรียม พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์รับเงินมัดจำ ๕,๐๐๐ บาทไปจากจำเลยที่ ๒

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฯลฯ ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. ๒๕๑๗มาตรา ๔๑ วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ให้เช่าจะขายนาได้ต่อเมื่อได้แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้เช่านาซึ่งเช่านาแปลงนั้นทราบพร้อมทั้งราคาที่จะขายและวิธีการชำระเงิน และถ้าผู้เช่านาแสดงความจำนงจะซื้อนาแปลงนั้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่แจ้งผู้ให้เช่านาจะต้องขายนาแปลงดังกล่าวให้ผู้เช่านาในราคาและตามวิธีการที่ได้แจ้งไว้"และวรรคสี่บัญญัติว่า "ถ้าผู้ให้เช่านาขายนาโดยมิได้ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ผู้เช่านามีสิทธิซื้อนาจากผู้ซื้อในราคาและตามวิธีการชำระเงินที่ผู้ให้เช่านาได้ขายให้แก่ผู้ซื้อ" เมื่อกฎหมายได้บัญญัติถึงวิธีการที่ผู้ให้เช่านาจะต้องแจ้งไปยังผู้เช่าไว้โดยชัดแจ้งแล้วเช่นนี้ ที่โจทก์ฎีกาเถียงว่าไม่จำเป็นจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยที่ ๑ ทราบก็ได้นั้น จึงฟังไม่ขึ้น

ฉะนั้น แม้นายเตรียมจะทำสัญญาจะขายให้แก่โจทก์แต่เมื่อยังไม่ได้ปฏิบัติต่อจำเลยที่ ๑ ให้ถูกต้องตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้และจำเลยที่ ๑ ก็ยังไม่ได้ปฏิเสธเป็นหนังสือว่าจะไม่ซื้อที่ดินพิพาทตามมาตรา ๔๑ วรรคสาม จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้เช่าจึงมีสิทธิดีกว่าโจทก์ เมื่อจำเลยที่ ๑ได้ซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทมาจากนายเตรียมผู้ให้เช่าไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้วเช่นนี้ โจทก์จึงหามีอำนาจที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ ๑ กับนายเตรียมได้ไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ สังขนันท์ · ทวี กสิยพงศ์ · ธาดา วัชรานันท์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพิจิตร - นายธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ศาลอุทธรณ์ - นายประสาท บุณยรังษี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2568

แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2050/2566

การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคําชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชําระหนี้และสัญญาจำนำหุ้น และในสถานการณ์นี้จะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3023/2562

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 131362 และ 133534 แก่จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 ทราบว่าโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาจ้างทำของและต้องบังคับคดียึดที่ดินขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5686/2561

การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันจะต้องตกอยู่ในบังคับแห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 กรณีต้องเป็นเรื่องที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของทรัพย์มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์นั้น อันเป็นนิติกรรมที่ส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้