Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1585/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยยังไม่ได้ความชัดแจ้งในเรื่องจำนวนเงินที่จะให้จำเลยคืนหรือใช้ตามคำขอของโจทก์ เห็นสมควรให้ไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งโจทก์ฎีกาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาฟังได้แน่ชัดว่าจำเลยยักยอกเอาเงินตามจำนวนที่โจทก์ขอมาจริงฎีกาของโจทก์เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานว่าควรเชื่อได้เพียงใดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรก โจทก์ร่วมมีหนังสือร้องทุกข์ถึงหัวหน้าพนักงานสอบสวน ลงวันที่15 สิงหาคม 2529 สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้รับเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2529 ถือว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ตั้งแต่วันที่18 สิงหาคม 2529 ส่วนวิธีการของพนักงานสอบสวนจะปฏิบัติอย่างไรในการลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งไม่กระทบถึงวันที่มีการร้องทุกข์โดยถูกต้องแล้ว คดีจึงไม่ขาดอายุความ จำเลยมีการศึกษาระดับปริญญาตรี มีวุฒิภาวะพอเพียงที่จะสำนึกว่าการใดควรไม่ควร ก่อนที่จะได้ลงมือกระทำการนั้น จำเลยใช้โอกาสที่ตนมีหน้าที่ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลดำเนินกิจการของโจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการ ทำการทุจริตเป็นเวลาหลายเดือนติดต่อกันจึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 83กับให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 1,245,783.72 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา สหกรณ์ออมทรัพย์ป่าไม้ภาคเหนือ จำกัดผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก 83 ให้จำคุก 1 ปีกับให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 1,245,783.72 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนดไม่เกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกโจทก์ขอมาในฎีกาว่าให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 1,245,783.72 บาทซึ่งในเรื่องจำนวนเงินที่จะให้จำเลยคืนหรือใช้ตามคำขอของโจทก์นี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยยังไม่ได้ความชัดแจ้ง เห็นสมควรให้ไปว่ากล่าวกันในทางแพ่งซึ่งโจทก์ฎีกาในปัญหานี้ว่าพยานหลักฐานที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบมาฟังได้แน่ชัดว่า

จำเลยยักยอกเอาเงินจำนวนตามที่ขอมาท้ายฎีกาของโจทก์ร่วมไปจริงซึ่งเห็นได้ว่าฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานว่าควรจะเชื่อได้เพียงใดจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมาย ดังกล่าวศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคดีคงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามาว่าที่จำเลยนำเงินของโจทก์ร่วมไปนั้น จะเป็นการกระทำที่เป็นความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาหรือไม่จำเลยฎีกาในข้อต่อมาว่า โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2529 โจทก์ร่วมมาร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อจำเลยเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2529 เกิน 3 เดือน คดีของโจทก์ร่วมจึงขาดอายุความจำเลยฎีกาอ้างว่าโจทก์ร่วมร้องทุกข์ในวันที่ 9 กันยายน 2529 โดยถือเอาตามบันทึกประจำวัน ซึ่งเป็นวันที่พนักงานสอบสวนลงบันทึกประจำวันในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี เป็นวันร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีของโจทก์ร่วม

ศาลฎีกาได้พิจารณาถึงการร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมให้ดำเนินคดีต่อจำเลยแล้วปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้มีหนังสือถึงหัวหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ ขอแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อคณะกรรมการสหกรณ์ชุดที่ 2/2528 กับพวก ซึ่งมีจำเลยรวมอยู่ด้วย หนังสือแจ้งความร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมดังกล่าวนั้น ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2529และสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ ได้รับหนังสือร้องทุกข์ของโจทก์ร่วม เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2529 โดยมีการสั่งการในหนังสือดังกล่าวให้ร้อยตำรวจเอกวสันต์ ดำเนินการ ความในหนังสือนั้นปรากฏชัดเจนว่า ขอให้ดำเนินคดีต่อจำเลยและพวก ในข้อหายักยอกฉ้อโกงและปลอมแปลงเอกสารเอาเงินของโจทก์ร่วมไป

ดังนั้นตามหนังสือนี้เป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์ร่วมในฐานะผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่ามีการกระทำผิดและจำเลยเป็นผู้กระทำผิดโดยมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ อันถือว่าเป็นคำร้องทุกข์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(7) แล้วตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2529 ซึ่งเป็นวันที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่ได้รับหนังสือแจ้งความร้องทุกข์ของโจทก์ร่วม ส่วนวิธีการของพนักงานสอบสวนจะได้ปฏิบัติการในหน้าที่โดยมีการลงบันทึกประจำวันเมื่อใดนั้นเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งไม่กระทบถึงวันที่มีการร้องทุกข์โดยถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในเมื่อโจทก์ร่วมร้องทุกข์ไว้ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2529 แล้วแม้จะฟังตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2529 ก็ตาม

กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่า โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์ไว้ในกำหนด 3 เดือนแล้ว คดีจึงไม่ขาดอายุความตามที่จำเลยฎีกา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในปัญหานี้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาในข้อสุดท้ายขอให้รอการลงโทษจำเลยนั้นศาลฎีกาได้พิจารณาถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ที่มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีวุฒิภาวะพอเพียงที่จะสำนึกได้ว่าการใดควรไม่ควรอย่างไรก่อนที่จะได้ลงมือกระทำการนั้นการกระทำผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นเป็นกรณีที่จำเลยใช้โอกาสในการที่ตนมีหน้าที่ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้ดูแลและดำเนินกิจการของโจทก์ร่วมในฐานะที่เป็นผู้จัดการ ทำการทุจริตติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายเดือน และโจทก์ร่วมต้องเสียหายไปเป็นเงินจำนวนมากเช่นนี้

ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษให้จำเลยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อุดม เฟื่องฟุ้ง · อากาศ บำรุงชีพ · ปราโมทย์ บุนนาค
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6007/2530

แม้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อยังอยู่กับผู้ให้เช่าซื้อ แต่ผู้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์ที่เช่าซื้อนั้นและมีหน้าที่ต้องส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อใน สภาพเรียบร้อยแก่ผู้ให้เช่าซื้อหาก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3477/2565

โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ บ. มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมหลายข้อ โดยข้อ 2 ให้มีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญา เป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญา เป็นโจทก์ร่วม และข้อ 6 ให้มีอำนาจมอบอ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2563 (เลขอ้างอิง 661629)

คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยื่นฎีกาทั้งปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ อ. ร. ส. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1270/2563

ในคดีอาญาที่จำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธ กฎหมายมีมาตรการให้มีการตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์ส่งเอกสารและวัตถุที่โจทก์จะอ้างเป็นพยานให้อีกฝ่ายตรวจสอบตามที่คู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควรก่อนสืบพยานโจทก์…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้