Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1587/2517

พ.ศ. 2517 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจการค้าหลายประเภทซึ่งรวมทั้งการเข้าทำสัญญาค้ำประกันต่อธนาคาร ในการประกอบธุรกิจในทางค้ำประกันโจทก์ได้ทำสัญญาต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด โดยโจทก์จะรับเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในบรรดาธุรกิจต่างๆ ซึ่งธนาคารจะมอบหมายให้เป็นผู้ค้ำประกันผู้เคยค้าที่จะทำนิติกรรมผูกพันกับธนาคาร ซึ่งในการนี้ธนาคารได้ช่วยค่าใช้จ่ายให้โจทก์เป็นรายเดือนๆ ละไม่น้อยกว่า 5,000 บาททุกเดือน และยังแบ่งผลประโยชน์ที่ธนาคารจะพึงได้รับจากดอกเบี้ยที่โจทก์เข้าค้ำประกันให้อีก ทั้งธนาคารยอมให้โจทก์เรียกผลประโยชน์ในการค้ำประกันจากลูกหนี้ตามสมควร โดยได้รับความเห็นชอบจากธนาคาร เพื่อประกันความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของโจทก์ โจทก์ได้นำหลักทรัพย์มูลค่าสิบล้านบาทมาวางเป็นประกันไว้ต่อธนาคารการประกอบกิจการค้าของโจทก์ดังกล่าวแล้วเป็นเรื่องที่โจทก์ประกอบธุรกิจของโจทก์เองโดยโจทก์ใช้ทรัพย์สินเป็นการลงทุนวางเป็นประกันต่อธนาคารและในการที่โจทก์เข้าทำสัญญาค้ำประกันลูกหนี้กับธนาคารนั้น แม้โจทก์จะได้รับประโยชน์ตอบแทน โจทก์ก็เสี่ยงในการที่จะได้รับความเสียหายในฐานะร่วมรับผิดต่อธนาคารในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันเป็นส่วนตัว การประกอบกิจการค้าของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะเป็นนายหน้าและตัวแทน ทั้งมิใช่เป็นการรับจัดธุรกิจให้ผู้อื่นตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 10 แต่เป็นการประกอบธุรกิจการค้าในประเภทการค้า 12 ธนาคาร โดยกิจการของโจทก์เข้าลักษณะกิจการของผู้ที่ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เข้าค้ำประกันลูกหนี้ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด โดยได้รับผลประโยชน์จากธนาคารหรือลูกค้าเป็นรายได้ โจทก์เสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 2.5 แต่เจ้าพนักงานประเมินภาษีการค้าของจำเลยที่ 1 ประเมินให้โจทก์เสียร้อยละ 5.5 ซึ่งไม่ถูกต้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์จำเลยที่ 2, 3, 4 ซึ่งเป็นกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำสั่งยกอุทธรณ์โจทก์ ขอให้พิพากษาว่าการประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยไม่ชอบให้เพิกถอน จำเลยทั้งสี่ให้การว่า การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถุกต้องแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การประเมินของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 2, 3, 4 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอน

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสี่ฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจการค้าหลายประเภท ซึ่งรวมทั้งการเข้าทำสัญญาค้ำประกันต่อธนาคาร ในการประกอบธุรกิจในทางค้ำประกันโจทก์ได้ทำสัญญาต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด โดยโจทก์จะรับเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในบรรดาธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งธนาคารจะมอบหมายให้เป็นผู้ค้ำประกันผู้เคยค้าที่จะทำนิติกรรมผูกพันกับธนาคาร ซึ่งการนี้ธนาคารได้ช่วยค่าใช้จ่ายให้โจทก์เป็นรายเดือน ๆ ละไม่น้อยกว่า 5,000 บาททุกเดือน และยังแบ่งผลประโยชน์ที่ธนาคารจะพึงได้รับจากดอกเบี้ยที่โจทก์เข้าค้ำประกันให้อีก ทั้งธนาคารยอมให้โจทก์เรียกผลประโยชน์ในการค้ำประกันจากลูกหนี้ตามสมควรโดยได้รับความเห็นชอบจากธนาคารเพื่อประกันความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของโจทก์โจทก์ได้นำหลักทรัพย์มูลค่าสิบล้านบาทมาวางเป็นประกันต่อธนาคารไว้รายละเอียดปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือสัญญาคอมประโดร์

ลงวันที่ 5 มีนาคม 2498 ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินภาษีการค้าของจำเลยที่ 1 ได้ตรวจสอบบัญชีและเอกสารของโจทก์แล้วส่งแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้ามายังโจทก์ว่า ในเดือนเมษายน 2510 โจทก์มีรายรับจากค่าธรรมเนียมค้ำประกันเป็นเงิน 64,333.52 บาท ได้ยื่นเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 2.5 เป็นเงิน 1,608.34 บาท ภาษีเทศบาล 160.84 บาท รวมค่าภาษีเป็นเงิน 1,769.18 บาทนั้น ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องนั้นโจทก์ต้องเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 5.5 ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าประเภทการค้า 10 ในฐานะนายหน้าและตัวแทน ซึ่งเป็นเงินค่าภาษี 3,538.34 บาท เงินเพิ่ม 250.90 บาท เบี้ยปรับ 579.00 บาท ภาษีเทศบาล 436.82 บาท รวมทั้งสิ้น 4,805.06 บาท เมื่อหักค่าภาษีที่โจทก์ชำระแล้ว 1,769.18 บาท

คงเหลือภาษีที่โจทก์จะต้องชำระอีก 3,035.88 บาท เมื่อโจทก์ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วได้ชี้ขาดให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ประเด็นข้อวินิจฉัยมีว่า เงินรายรับที่โจทก์ได้จากการประกอบกิจการค้ำประกันดังกล่าวนั้น จะจัดเข้าในลักษณะประเภทการค้า 10 นายหน้าและตัวแทน อันจะต้องเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 5.5 ดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเรื่องการเป็นนายหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 845 และมาตรา 848 บัญญัติไว้ สรุปความว่า บุคคลผู้เป็นนายหน้าจะต้องเป็นผู้ชี้ช่องให้บุคคลแต่ละฝ่ายได้เข้าทำสัญญากัน โดยผู้เป็นนายหน้าปกติได้รับบำเหน็จตอบแทน และนายหน้าไม่ต้องรับผิดไปถึงการชำระหนี้ตามสัญญาซึ่งได้กระทำต่อกันเพราะตนเป็นสื่อ ส่วนในเรื่องตัวแทนนั้นตามสัญญาระหว่างโจทก์กับธนาคารที่ได้ทำกันไว้ ก็มิได้ระบุว่าโจทก์เป็นตัวแทนของธนาคาร และตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยตัวแทนนั้น โดยปกติแล้วตัวการจะต้องรับผิดในกิจการที่ตัวแทนได้กระทำไปตามที่ตัวการได้มอบอำนาจหรือให้สัตยาบัน แต่ในการปฏิบัติธุรกิจของโจทก์ตามข้อเท็จจริงในเรื่องนี้นั้น

โจทก์ประกอบการค้าเกี่ยวกับการเป็นผู้ค้ำประกัน โดยยอมตนเข้าผูกพันเป็นคู่สัญญาที่จะต้องรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันเกี่ยวแก่หนี้ของลูกหนี้ของธนาคารตามสัญญาที่ทำไว้เป็นการส่วนตัวของโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน แล้วโจทก์ได้ผลประโยชน์ตอบแทนการกระทำของโจทก์จึงมิใช่ทำไปเพื่อเป็นตัวแทนของธนาคาร เหตุนี้ การกระทำของโจทก์จึงมิใช่ทำไปในฐานะนายหน้าหรือตัวแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า การประกอบกิจการค้าของโจทก์โดยการที่โจทก์ยอมตนเข้าผูกพันเข้าค้ำประกันให้แก่ลูกหนี้ของธนาคารนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์ประกอบธุรกิจของโจทก์เอง โดยโจทก์ใช้ทรัพย์สินเป็นการลงทุน เพราะตามสัญญาที่โจทก์ทำไว้กับธนาคารนั้นโจทก์ก็ได้นำหลักทรัพย์มีมูลค่าสิบล้านบาทมาวางไว้เป็นประกันต่อธนาคาร และในการที่โจทก์ทำสัญญาค้ำประกันลูกหนี้กับธนาคารนั้น แม้โจทก์จะได้รับประโยชน์ตอบแทน โจทก์ก็เสี่ยงในการที่จะได้รับความเสียหายในฐานะร่วมรับผิดต่อธนาคารในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันเป็นส่วนตัว การประกอบกิจการค้าของโจทก์ดังกล่าว จึงมิใช่รับจัดธุรกิจให้ผู้อื่นตามลักษณะรายการที่ประกอบการค้าในประเภทการค้า10 นายหน้าและตัวแทน ซึ่งจะต้องเสียภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 5.5 แต่เป็นการประกอบธุรกิจการค้าในประเภทการค้า 12 ธนาคาร โดยกิจการของโจทก์เข้าลักษณะกิจการของผู้ที่ประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ โจทก์ผู้ประกอบกิจการต้องเสียภาษีการค้าอัตราร้อยละ 2.5 ของรายรับ จากค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการที่เรียกเก็บ

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สนับ คัมภีรยส · สรรเสริญ ไกรจิตติ · รื่น วิไลชนม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4812/2533

โจทก์เป็นผู้จัดส่งสินค้าให้จำเลยโดยเป็นผู้ติดต่อสายการบินทำการขนส่งให้ติดต่อเกี่ยวกับพิธี การศุลกากรเป็นการกระทำแทนจำเลยทั้งสิ้น มิใช่กระทำในนามของโจทก์เองโดยตรง ใบตราส่งซึ่งเป็นของสายการบินก็ระบุว่าจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 897/2520

ห้างโจทก์มีวัตถุประสงค์จำหนายข้าวสาร และเป็นนายหน้าและตัวแทนต่างในกิจการทุกประเภท ในการติดต่อขายข้าวให้กับผู้ซื้อในต่างประเทศ ทางห้างโจทก์เสนอราคาขายข้าวโดยบวกค่าระวางบรรทุก ค่าประกันภัยและค่านายหน้าร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1223/2493

โจทก์ฟ้องบรรยายว่าจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือกู้เงินจำนวนหนึ่งให้โจทก์ยึดไว้เป็นสำคัญ โจทก์ได้แนบสำเนาหนังสือกู้นี้มาพร้อมกับฟ้องด้วย เมื่อหนังสือกู้นั้นมีความชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 เป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1457/2563

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปในเคหสถานที่อยู่อาศัยของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร โดยไม่ได้บรรยายฟ้องถึงองค์ประกอบความผิดว่าจำเลยกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1435/2563

การที่จำเลยอนุมัติให้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ธ. เป็นบริษัทย่อยของจำเลย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัท ธ. รับงานก่อสร้างของจำเลย และให้พนักงานของจำเลยไปร่วมลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในเช็คของบริษัท ธ. เพื่อต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้