Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1597/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยเป็นผู้รับคำสั่งซื้อและจัดหาเมทแอมเฟตามีนไว้ วันเกิดเหตุจำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้ จ. และ ส. นำไปส่งให้ ว. ลูกค้าของจำเลยที่อยู่กรุงเทพมหานครทางไปรษณีย์และจำเลยขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปดูการส่งเมทแอมเฟตามีนของ จ. และ ส. จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับ จ. และ ส. ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยใช้ให้ จ. และ ส. กระทำความผิดไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 279/2552 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 279/2552 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1328/2552 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้องจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยว่าจ้างให้นายจายเรียงและนายแสง นำเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไปส่งให้แก่นายวิชิต ณ ที่ทำการไปรษณีย์ที่เกิดเหตุหรือไม่ โจทก์มี นายจายเรียงเป็นพยานเบิกความว่า พยานรู้จักจำเลยแต่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ในวันเกิดเหตุจำเลยว่าจ้างให้พยานและนายแสงนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้นายวิชิต ณ ที่ทำการไปรษณีย์ที่เกิดเหตุโดยจำเลยเป็นผู้จัดหารถจักรยานยนต์ให้พยานและนายแสงคนละ 1 คันเป็นยานพาหนะในการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่ง โดยจำเลยจะให้ค่าจ้างคนละ 5,000 บาท ในระหว่างที่พยานและนายแสงขับรถจักรยานยนต์ไปที่ทำการไปรษณีย์ที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามมาสังเกตการณ์ด้วย

เมื่อพยานและนายแสงถูกจับกุมก็ยอมรับกับพันตำรวจตรีพัฒนศักดิ์กับพวกว่าพยานและนายแสงรับจ้างจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งแก่ผู้ซื้อทางไปรษณีย์ ตามบันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การผู้ต้องหา และโจทก์มีพันตำรวจตรีพัฒนศักดิ์กับจ่าสิบตำรวจขจรศักดิ์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความยืนยันว่า หลังจากถูกจับกุมนายจายเรียงและนายแสงให้การว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้พวกตนนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งแก่นายวิชิตทางไปรษณีย์และพาพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกไปหาจำเลยที่บ้านแต่ไม่พบจึงตรวจค้นบ้านของจำเลยและพบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี 2 เล่มจึงยึดไว้เป็นของกลาง พยานโจทก์ทั้งสองควบคุมนายจายเรียงและนายแสงพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน

นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโทวสันต์พนักงานสอบสวนเบิกความว่า พยานตรวจสอบรถจักรยานยนต์ของกลาง 2 คันที่นายจายเรียงและนายแสงขับไปส่งเมทแอมเฟตามีนพบว่าเป็นรถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสองคัน และพยานตรวจสอบการเคลื่อนไหวทางบัญชีของสมุดบัญชีเงินฝากของกลาง 2 เล่ม ปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุมีการโอนเงินเข้าบัญชีและถอนออกไปจากบัญชีของจำเลยหลายครั้ง แต่ละครั้งจำนวนมากผิดปกติ เห็นว่า คำเบิกความของ นายจายเรียงและคำให้การชั้นสอบสวนของนายจายเรียงและนายแสงเกี่ยวกับการรับจ้างจำเลยไปส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางแม้จะเป็นคำซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันแต่ก็หาได้เป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้นายจายเรียงและนายแสงพ้นโทษเพราะการกระทำความผิดของตนไม่ และยังสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจตรีพัฒนศักดิ์และจ่าสิบตำรวจขจรศักดิ์

ผู้ร่วมจับกุมจำเลยว่านายจายเรียงและนายแสงพาพยานทั้งสองไปบ้านจำเลยและตรวจพบสมุดบัญชีเงินฝากของกลาง 2 เล่มซึ่งพันตำรวจโทวสันต์เบิกความว่าเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่มีรายการโอนเงินเข้าบัญชีและถอนออกไปจากบัญชีหลายครั้งโดยรายการโอนและถอนแต่ละครั้งจะเป็นเงินจำนวนมากขัดกับรายได้ของจำเลยตามที่นำสืบว่ามีรายได้เดือนละประมาณ 10,000 บาท พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟัง

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกับนายจายเรียงมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนเนื่องจากจำเลยทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อทางราชการ จำเลยไม่ได้เป็นผู้จัดหารถจักรยานยนต์ให้นายจายเรียงและนายแสง แต่บุคคลทั้งสองได้ขอยืมจากภริยาจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน ทั้งเพิ่งหยิบยกขึ้นต่อสู้ในชั้นศาล คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายจายเรียงและจ่าสิบตำรวจขจรศักดิ์จึงไม่มีพิรุธ รับฟังได้

ที่จำเลยฎีกาว่าการที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยในช่วงวันที่ 4 ถึง 5 มิถุนายน 2551 ไม่ได้เป็นพิรุธเพราะเงินที่โอนเข้าบัญชีเป็นเงินของนายเจริญ หลานชายของจำเลยเพื่อใช้สร้างบ้านที่บ้านห้วยศาลา และเงินที่โอนเข้าบัญชีบางส่วนเป็นของหลานสาวจำเลยซึ่งทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานครเพื่อนำไปให้มารดาของจำเลยนั้น เห็นว่า ตามรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย บัญชีที่ 510-2-06624-7 ของจำเลย ปรากฏว่าในวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 มีเงินเข้าบัญชี 2 รายการ จำนวน 350,000 บาทกับ 160,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 เดือนเดียวกันถอนออก 300,000 บาท ส่วนรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

สาขาแม่อาย บัญชีเลขที่ 510-0-31628-9 ของจำเลยอีกบัญชีหนึ่ง ปรากฏว่าในวันที่ 4 มิถุนายน 2551 นายเจริญถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์ โดยทำการที่เครื่องเบิกถอนเงินสด ณ ที่ทำการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยดังกล่าวจำนวน 409,000 บาท บัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าวทำบัตรถอนเงินสดไว้ด้วยโดยสามารถถอนเงินสดได้ไม่เกินครั้งละ 25,000 บาท แต่ละวันถอนได้ไม่เกิน 500,000 บาท ตามหนังสือของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย ซึ่งในวันที่ 4 มิถุนายน 2551 เมื่อนายเจริญโอนเงินให้จำเลยแล้ว มีการถอนเงินด้วยบัตรถอนเงินสดครั้งละ 25,000 บาท รวม 12 ครั้ง และต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ก็ยังปรากฏว่านายเจริญโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ

จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์เข้าบัญชีจำเลยดังกล่าว 2 ครั้ง จำนวน 150,000 บาท และ 20,000 บาทตามลำดับ นอกจากนี้ยังปรากฏว่านายยี่ โอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเซ็นทรัล บางนา เข้าบัญชีจำเลย 2 ครั้ง จำนวน 150,000 บาทและ 30,000 บาท ตามหนังสือของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย เมื่อพิจารณารายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย บัญชีเลขที่ 510-0-31628-9 ของจำเลย ยังปรากฏชัดว่าก่อนเกินเหตุคดีนี้ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 440,000 บาทและในวันที่ 18 พฤษภาคม 2551 มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 300,000 บาทเป็นต้น ซึ่งรายการโอนเงินเข้าและถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองบัญชีข้างต้นเป็นจำนวนเงินที่สูงมากขัดกับรายได้ของจำเลยที่เบิกความว่าจำเลยมีรายได้จากการทำไร่ทำสวนและเลี้ยงสุกรเดือนหนึ่งไม่ถึง 10,000 บาท

ทั้งจำเลยไม่ได้นำนายเจริญและหลานสาวของจำเลยมาเบิกความยืนยันว่าเงินที่เข้าบัญชีจำเลยเป็นเงินของบุคคลดังกล่าวตามที่จำเลยนำสืบ ฎีกาของจำเลยดังที่กล่าวมาฟังไม่ขึ้น การที่มีการโอนเงินเข้าและถอนออกจากบัญชีเงินฝากของจำเลยในช่วงเกิดเหตุคดีนี้จำนวนมากเป็นข้อพิรุธที่ทำให้เชื่อว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับคดีนี้ แม้คำเบิกความของนายจายเรียงและคำให้การของนายจายเรียงกับคำให้การของนายแสงจะเป็นพยานซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันซึ่งกฎหมายห้ามมิให้รับฟังก็ตาม แต่ก็มิได้ห้ามเด็ดขาด เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ

ข้อมูลคดี

หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.4173/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ280/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1329/2552
แหล่งที่มา
และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานดังกล่าวมาประกอบกับโจทก์มีพยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานสนับสนุน ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในลักษณะผู้รับคำสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนและจัดหาเมทแอมเฟตามีนไว้ จากนั้นจำเลยจึงให้บุคคลที่ร่วมขบวนการของจำเลยเป็นผู้จัดส่งเมทแอมเฟตามีนแก่ลูกค้าอีกทอดหนึ่ง และในวันเกิดเหตุจำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองจำนวน 20,000 เม็ดให้นายจายเรียงและนายแสงนำไปส่งให้นายวิชิตลูกค้าของจำเลยที่อยู่กรุงเทพมหานครทางไปรษณีย์โดยให้ค่าจ้างคนละ 5,000 บาท และจำเลยขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปดูการส่งเมทแอมเฟตามีนของนายจายเรียงและนายแสงด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังได้ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นว่าในวันที่เกิดเหตุจำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 20,000 เม็ดให้นายจายเรียงและนายแสงนำไปส่งให้นายวิชิตลูกค้าของจำเลยที่อยู่กรุงเทพมหานคร ย่อมแสดงว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองอยู่ก่อนที่จะมอบให้นายจายเรียงและนายแสงนำไปส่งให้ผู้มีชื่อ จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับนายจายเรียงและนายแสงในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหาใช่เป็นกรณีที่จำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นายจายเรียงและนายแสงกระทำความผิด ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1597/2558พนักงานอัยการจังหวัดฝางโจทก์นายแสง นามเป็งจำเลย ป.อ. ม. 83 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2), ม. 66 วรรคสามจำเลยลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยเป็นผู้รับคำสั่งซื้อและจัดหาเมทแอมเฟตามีนไว้ วันเกิดเหตุจำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางให้ จ. และ ส. นำไปส่งให้ ว. ลูกค้าของจำเลยที่อยู่กรุงเทพมหานครทางไปรษณีย์และจำเลยขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปดูการส่งเมทแอมเฟตามีนของ จ. และ ส. จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับ จ. และ ส. ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยใช้ให้ จ. และ ส. กระทำความผิดไม่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 279/2552 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 279/2552 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1328/2552 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษายกฟ้องจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังแทนค่าปรับได้ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ และจำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยว่าจ้างให้นายจายเรียงและนายแสง นำเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องไปส่งให้แก่นายวิชิต ณ ที่ทำการไปรษณีย์ที่เกิดเหตุหรือไม่ โจทก์มี นายจายเรียงเป็นพยานเบิกความว่า พยานรู้จักจำเลยแต่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ในวันเกิดเหตุจำเลยว่าจ้างให้พยานและนายแสงนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งให้นายวิชิต ณ ที่ทำการไปรษณีย์ที่เกิดเหตุโดยจำเลยเป็นผู้จัดหารถจักรยานยนต์ให้พยานและนายแสงคนละ 1 คันเป็นยานพาหนะในการนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่ง โดยจำเลยจะให้ค่าจ้างคนละ 5,000 บาท ในระหว่างที่พยานและนายแสงขับรถจักรยานยนต์ไปที่ทำการไปรษณีย์ที่เกิดเหตุ จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามมาสังเกตการณ์ด้วย เมื่อพยานและนายแสงถูกจับกุมก็ยอมรับกับพันตำรวจตรีพัฒนศักดิ์กับพวกว่าพยานและนายแสงรับจ้างจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งแก่ผู้ซื้อทางไปรษณีย์ ตามบันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การผู้ต้องหา และโจทก์มีพันตำรวจตรีพัฒนศักดิ์กับจ่าสิบตำรวจขจรศักดิ์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความยืนยันว่า หลังจากถูกจับกุมนายจายเรียงและนายแสงให้การว่าจำเลยเป็นผู้ว่าจ้างให้พวกตนนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งแก่นายวิชิตทางไปรษณีย์และพาพยานโจทก์ทั้งสองกับพวกไปหาจำเลยที่บ้านแต่ไม่พบจึงตรวจค้นบ้านของจำเลยและพบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของบัญชี 2 เล่มจึงยึดไว้เป็นของกลาง พยานโจทก์ทั้งสองควบคุมนายจายเรียงและนายแสงพร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโทวสันต์พนักงานสอบสวนเบิกความว่า พยานตรวจสอบรถจักรยานยนต์ของกลาง 2 คันที่นายจายเรียงและนายแสงขับไปส่งเมทแอมเฟตามีนพบว่าเป็นรถจักรยานยนต์ของจำเลยทั้งสองคัน และพยานตรวจสอบการเคลื่อนไหวทางบัญชีของสมุดบัญชีเงินฝากของกลาง 2 เล่ม ปรากฏว่าก่อนเกิดเหตุมีการโอนเงินเข้าบัญชีและถอนออกไปจากบัญชีของจำเลยหลายครั้ง แต่ละครั้งจำนวนมากผิดปกติ เห็นว่า คำเบิกความของ นายจายเรียงและคำให้การชั้นสอบสวนของนายจายเรียงและนายแสงเกี่ยวกับการรับจ้างจำเลยไปส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางแม้จะเป็นคำซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันแต่ก็หาได้เป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้นายจายเรียงและนายแสงพ้นโทษเพราะการกระทำความผิดของตนไม่ และยังสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจตรีพัฒนศักดิ์และจ่าสิบตำรวจขจรศักดิ์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยว่านายจายเรียงและนายแสงพาพยานทั้งสองไปบ้านจำเลยและตรวจพบสมุดบัญชีเงินฝากของกลาง 2 เล่มซึ่งพันตำรวจโทวสันต์เบิกความว่าเป็นบัญชีเงินฝากของจำเลยที่มีรายการโอนเงินเข้าบัญชีและถอนออกไปจากบัญชีหลายครั้งโดยรายการโอนและถอนแต่ละครั้งจะเป็นเงินจำนวนมากขัดกับรายได้ของจำเลยตามที่นำสืบว่ามีรายได้เดือนละประมาณ 10,000 บาท พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกับนายจายเรียงมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนเนื่องจากจำเลยทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อทางราชการ จำเลยไม่ได้เป็นผู้จัดหารถจักรยานยนต์ให้นายจายเรียงและนายแสง แต่บุคคลทั้งสองได้ขอยืมจากภริยาจำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน ทั้งเพิ่งหยิบยกขึ้นต่อสู้ในชั้นศาล คำเบิกความของพยานโจทก์ปากนายจายเรียงและจ่าสิบตำรวจขจรศักดิ์จึงไม่มีพิรุธ รับฟังได้ ที่จำเลยฎีกาว่าการที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยในช่วงวันที่ 4 ถึง 5 มิถุนายน 2551 ไม่ได้เป็นพิรุธเพราะเงินที่โอนเข้าบัญชีเป็นเงินของนายเจริญ หลานชายของจำเลยเพื่อใช้สร้างบ้านที่บ้านห้วยศาลา และเงินที่โอนเข้าบัญชีบางส่วนเป็นของหลานสาวจำเลยซึ่งทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานครเพื่อนำไปให้มารดาของจำเลยนั้น เห็นว่า ตามรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย บัญชีที่ 510-2-06624-7 ของจำเลย ปรากฏว่าในวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 มีเงินเข้าบัญชี 2 รายการ จำนวน 350,000 บาทกับ 160,000 บาท ต่อมาวันที่ 18 เดือนเดียวกันถอนออก 300,000 บาท ส่วนรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย บัญชีเลขที่ 510-0-31628-9 ของจำเลยอีกบัญชีหนึ่ง ปรากฏว่าในวันที่ 4 มิถุนายน 2551 นายเจริญถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์ โดยทำการที่เครื่องเบิกถอนเงินสด ณ ที่ทำการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาคลองตัน โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยดังกล่าวจำนวน 409,000 บาท บัญชีเงินฝากของจำเลยดังกล่าวทำบัตรถอนเงินสดไว้ด้วยโดยสามารถถอนเงินสดได้ไม่เกินครั้งละ 25,000 บาท แต่ละวันถอนได้ไม่เกิน 500,000 บาท ตามหนังสือของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย ซึ่งในวันที่ 4 มิถุนายน 2551 เมื่อนายเจริญโอนเงินให้จำเลยแล้ว มีการถอนเงินด้วยบัตรถอนเงินสดครั้งละ 25,000 บาท รวม 12 ครั้ง และต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ก็ยังปรากฏว่านายเจริญโอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาซีคอนสแควร์เข้าบัญชีจำเลยดังกล่าว 2 ครั้ง จำนวน 150,000 บาท และ 20,000 บาทตามลำดับ นอกจากนี้ยังปรากฏว่านายยี่ โอนเงินจากบัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเซ็นทรัล บางนา เข้าบัญชีจำเลย 2 ครั้ง จำนวน 150,000 บาทและ 30,000 บาท ตามหนังสือของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย เมื่อพิจารณารายการเคลื่อนไหวทางบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาแม่อาย บัญชีเลขที่ 510-0-31628-9 ของจำเลย ยังปรากฏชัดว่าก่อนเกินเหตุคดีนี้ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 440,000 บาทและในวันที่ 18 พฤษภาคม 2551 มีการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย 300,000 บาทเป็นต้น ซึ่งรายการโอนเงินเข้าและถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองบัญชีข้างต้นเป็นจำนวนเงินที่สูงมากขัดกับรายได้ของจำเลยที่เบิกความว่าจำเลยมีรายได้จากการทำไร่ทำสวนและเลี้ยงสุกรเดือนหนึ่งไม่ถึง 10,000 บาท ทั้งจำเลยไม่ได้นำนายเจริญและหลานสาวของจำเลยมาเบิกความยืนยันว่าเงินที่เข้าบัญชีจำเลยเป็นเงินของบุคคลดังกล่าวตามที่จำเลยนำสืบ ฎีกาของจำเลยดังที่กล่าวมาฟังไม่ขึ้น การที่มีการโอนเงินเข้าและถอนออกจากบัญชีเงินฝากของจำเลยในช่วงเกิดเหตุคดีนี้จำนวนมากเป็นข้อพิรุธที่ทำให้เชื่อว่าจำเลยเกี่ยวข้องกับคดีนี้ แม้คำเบิกความของนายจายเรียงและคำให้การของนายจายเรียงกับคำให้การของนายแสงจะเป็นพยานซัดทอดระหว่างผู้กระทำความผิดด้วยกันซึ่งกฎหมายห้ามมิให้รับฟังก็ตาม แต่ก็มิได้ห้ามเด็ดขาด เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะแหล่งที่มาและข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานดังกล่าวมาประกอบกับโจทก์มีพยานบุคคลและพยานเอกสารดังกล่าวมาเป็นพยานสนับสนุน ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในลักษณะผู้รับคำสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนและจัดหาเมทแอมเฟตามีนไว้ จากนั้นจำเลยจึงให้บุคคลที่ร่วมขบวนการของจำเลยเป็นผู้จัดส่งเมทแอมเฟตามีนแก่ลูกค้าอีกทอดหนึ่ง และในวันเกิดเหตุจำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองจำนวน 20,000 เม็ดให้นายจายเรียงและนายแสงนำไปส่งให้นายวิชิตลูกค้าของจำเลยที่อยู่กรุงเทพมหานครทางไปรษณีย์โดยให้ค่าจ้างคนละ 5,000 บาท และจำเลยขับรถจักรยานยนต์ติดตามไปดูการส่งเมทแอมเฟตามีนของนายจายเรียงและนายแสงด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังได้ดังที่วินิจฉัยมาข้างต้นว่าในวันที่เกิดเหตุจำเลยมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 20,000 เม็ดให้นายจายเรียงและนายแสงนำไปส่งให้นายวิชิตลูกค้าของจำเลยที่อยู่กรุงเทพมหานคร ย่อมแสดงว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองอยู่ก่อนที่จะมอบให้นายจายเรียงและนายแสงนำไปส่งให้ผู้มีชื่อ จำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกับนายจายเรียงและนายแสงในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหาใช่เป็นกรณีที่จำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้นายจายเรียงและนายแสงกระทำความผิด ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น(สมจิตร์ ทองศรี-ถมรัตน์ เลิศไพรวัน-สมชาติ ธัญญาวินิชกุล)ศาลจังหวัดฝาง - นายรพี แพ่งสภาศาลอุทธรณ์ - นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูลแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้