Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15984/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีก่อน โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงจะไปจดทะเบียนหย่ากันและต่างฝ่ายจะถอนฟ้องและถอนฟ้องแย้งซึ่งกันและกัน โดยศาลชั้นต้นจดข้อตกลงดังกล่าวไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาแล้ว และโจทก์จำเลยที่ 1 ได้ถอนฟ้องแล้วตามข้อตกลง แต่ต่อมาโจทก์ไม่ไปจดทะเบียนหย่า ภายหลังกลับมาฟ้องหย่าเป็นคดีนี้ ไม่ถือว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องโดยใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะมีเหตุใหม่และเป็นคนละประเด็นกับคดีเดิม ปัญหาว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ ก็มีสิทธิยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง และ 249 วรรคสอง ศาลชั้นต้นบันทึกข้อเท็จจริงหรือการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการนั่งพิจารณาไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 48 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นบันทึกว่าโจทก์ตกลงหย่ากับจำเลยที่ 1 จึงถือไม่ได้ว่า รายงานกระบวนพิจารณาเป็นหนังสือหย่าโดยความยินยอม และผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาสมทบที่ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็เป็นลงลายมือชื่อตามที่กฎหมายบัญญัติ ถือไม่ได้ว่าเป็นการลงลายมือชื่อในฐานะพยาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1514 วรรคสอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากข้อพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ได้ระงับไปตามข้อตกลงหย่าโดยความยินยอมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น โจทก์มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนการหย่ากับจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลง แต่โจทก์ได้ผิดข้อตกลง ค่าทดแทนที่โจทก์เรียกร้องมาสูงเกินควร ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่ากับจำเลยที่ 1 หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ จำเลยที่ 2 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับวันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2548) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ให้เป็นพับ

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าในคดีนี้ โจทก์ตกลงจะไปหย่ากับจำเลยที่ 1 ต่อมาภายหลังโจทก์ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่จะไปจดทะเบียนการหย่า แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของโจทก์ว่าจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นตั้งแต่ต้นเพียงต้องการให้จำเลยที่ 1 ถอนฟ้องในคดีดังกล่าวเท่านั้น จึงทำให้จำเลยที่ 1หลงเชื่อถอนฟ้องในคดีดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาไม่สุจริต เห็นว่า ปัญหาว่าเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยทั้งสองจะมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 249 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบ

ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องส่งสำนวนคืนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น แม้จะมีบันทึกไว้ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเนื่องจากได้ตกลงกับจำเลยแล้วว่าจะไปจดทะเบียนหย่าขาดกันในวันนี้และทนายจำเลยยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแย้งโดยแต่ละฝ่ายไม่คัดค้านที่อีกฝ่ายขอถอนฟ้องต่อมาโจทก์ก็ไม่ได้ไป แต่โจทก์กลับมาฟ้องคดีนี้ก็หาใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ เพราะมีเหตุใหม่และเป็นคนละประเด็นกัน โจทก์จึงฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ หาใช่เรื่องโจทก์จะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเพียงเพื่อต้องการให้จำเลยที่ 1 ถอนฟ้องตามที่ฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อต่อมามีว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องแย้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่าหรือไม่ ในปัญหานี้

จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2548 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1100/2548 ของศาลชั้นต้น ที่มีบันทึกว่าโจทก์ตกลงจะไปหย่ากับจำเลยที่ 1 ถือว่าเป็นการหย่าโดยความยินยอมที่ได้ทำเป็นหนังสือและมีพยานลงลายมือชื่ออย่างน้อยสองคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514วรรคสองแล้ว เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดว่า ผู้จะเป็นพยานในหนังสือจะต้องอยู่ในสถานะใด ดังนั้น ผู้พิพากษาสมทบของศาลชั้นต้นที่ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าว จึงถือว่าเป็นพยานในหนังสือหย่าโดยความยินยอมแล้ว จำเลยที่ 1 มีอำนาจฟ้องแย้งให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่าได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 48 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลต้องจดแจ้งรายงานการนั่งพิจารณาหรือกระบวนพิจารณาอื่น

ๆ ของศาลไว้ทุกครั้ง และรายงานนั้นต้องมีข้อความโดยย่อเกี่ยวด้วยเรื่องที่กระทำและรายการข้อสำคัญอื่น ๆ และลงลายมือชื่อผู้พิพากษาไว้ด้วย ทั้งตามมาตรา 50 บัญญัติด้วยว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใดจะต้องลงลายมือชื่อ หากเป็นการลงลายมือพิมพ์นิ้วมือ แกงได หรือเครื่องหมายอย่างอื่นที่ได้ทำต่อหน้าศาลนั้น ไม่จำต้องมีลายมือชื่อของพยานสองคนรับรอง ดังเช่นที่ได้บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 ซึ่งเห็นได้ชัดว่า รายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นเป็นเรื่องศาลชั้นต้นจะต้องทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ที่ต้องลงลายมือชื่อผู้พิพากษาและรวมถึงลายมือชื่อผู้พิพากษาสมทบในคดีศาลคดีเยาวชนและครอบครัวด้วย การที่ผู้พิพากษาสมทบลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับที่จำเลยทั้งสองอ้าง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือให้มีการหย่าโดยความยินยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1514 วรรคสองแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งบังคับให้โจทก์ไปจดทะเบียนการหย่าได้ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหานี้มาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิกร อังคณาวิศัลย์ · สิริรัตน์ จันทรา · บุญมี ฐิตะศิริ
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง - นายจำนงค์ เตือนวีระเดช
ศาลอุทธรณ์ - นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(พ)34/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1214/2548
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1086/2549
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกเยาวชนและครอบครัว
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3283/2562

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 7711 ของผู้คัดค้านที่ 6 เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.25…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6522/2561

โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7 ไม่ใช่ข้อกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของ ร. เพราะด้วยเหตุว่าพินัยกรรมเขียนไว้ให้มีผลเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายอันเป็นการกำหนด การเผื่อตายของโจทก์ท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2561

แม้ ป.พ.พ. มาตรา 5 จะบัญญัติว่า "ในการใช้สิทธิแห่งตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต" แต่มาตรา 6 ก็บัญญัติต่อไปว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" โจทก์ที่ 1 จึ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10884/2558

คดีก่อนห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ผู้เอาประกันภัยเป็นโจทก์ที่ 3 ฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนที่เกินจากที่โจทก์คดีนี้ได้ใช้ค่าสินไหมทดแทน ทั้งโจทก์คดีนี้มิใช่คู่ความในคดีก่อน จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6271/2558

หนังสือรับสภาพความผิดจำเลยทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานว่าได้นำเงินของโจทก์ไปใช้ส่วนตัวในระหว่างดำรงตำแหน่งเหรัญญิกของโจทก์ และจำเลยยินยอมชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยให้ครบถ้วนภายในวันที่ 1 มิถุนายน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้