เนื้อความคำพิพากษา
ได้ความว่า คุณหญิงประชุมมนตรีสุริวงศ์ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติให้บุคคลหลายคนรวมทั้งโจทก์ด้วย โจทก์มีสิทธิจะได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม คือตึกแถว 2 ห้อง อันรวมอยู่ในที่ดินแปลงหนึ่ง แต่ปรากฏว่าก่อนวายชนม์คุณหญิงประชุมมนตรีสุริวงศ์ ได้จำนองที่ดินแปลงนี้พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างไว้แก่นางสายหยุดบุนนาค ภายหลังนางสายหยุดได้ฟ้องบังคับจำนอง ศาลแพ่งพิพากษาให้ทายาทหรือผู้จัดการมรดกไถ่ถอนการจำนองนั้น ผู้จัดการมรดกจึงได้จัดการไถ่ถอนการจำนองนั้นมาตามคำพิพากษา คิดเฉลี่ยเฉพาะ 2 ห้องที่โจทก์จะได้รับเป็นเงิน2,275 บาทโจทก์ร้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกแก้ทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตึก 2 ห้องดังกล่าวให้โจทก์โดยปลอดการจำนองและค่าภารติดพัน
จำเลยจะให้โจทก์ชำระหนี้ไถ่ถอนการจำนอง 2,275 บาท เสียก่อน ไม่ตกลงกัน โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยให้แก้ทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตึก 2 ห้องให้แก่โจทก์โดยไม่ต้องมีภาระติดพันศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ตามพินัยกรรมได้ระบุทรัพย์ที่ยกให้แก่บรรดาทายาทไว้เป็นกิจจะลักษณะ ฉะนั้น โจทก์ผู้รับทรัพย์ในลักษณะเฉพาะเช่นนี้ ย่อมต้องรับภาระผูกพันในทรัพย์ที่ตนรับด้วยดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1651(2) ส่วนความในพินัยกรรมข้อ 10 ที่กล่าว "ทรัพย์สินอันใดที่มิได้ระบุไว้ข้างต้นบรรดาที่มีเหลืออยู่ในวันที่ข้าพเจ้าวายชนม์ ลง จะเป็นสังหาริมทรัพย์ก็ดี อสังหาริมทรัพย์ก็ดี ให้ผู้จัดการมรดกรวมขายเอาเงินทำศพ และจัดการมรดกของข้าพเจ้า และทำบุญในส่วนกุศลสาธารณประโยชน์ได้ตามที่เห็นสมควร" นั้นเป็นข้อกำหนดที่สั่งผู้จัดการมรดก จัดการขายทรัพย์ที่มิได้ระบุไว้ ขายเอาเงินทำศพและทำบุญ มิได้หมายความให้ไถ่ถอนการจำนองหรือชำระหนี้สินในทรัพย์ที่ได้ระบุให้แก่ผู้ใดไว้แล้วเพื่อผู้นั้น
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน ให้ยกฟ้องโจทก์