Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16000/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่พยานโจทก์เพียงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบหลังเกิดเหตุครั้งแรกว่ามีสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของโจทก์ติดตั้งอยู่แต่ไม่มีความชัดเจนว่าฝังอยู่จุดใดบ้าง ประกอบกับห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ผู้รับเหมาช่วงซึ่งดำเนินการวางท่อประปามาแล้วประมาณ 50 กิโลเมตร ขุดไม่โดนสายเคเบิลของโจทก์เลย เหลือระยะทางที่จะต้องวางท่อประปาอีกประมาณ 135 กิโลเมตร ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด ส. ยังคงขุดเพื่อวางท่อประปาต่อไปตามแนวเขตที่ได้รับอนุญาตโดยปฏิบัติเหมือนกับ 50 กิโลเมตรแรก จึงฟังได้ว่าฝ่ายจำเลยมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สายเคเบิลของโจทก์ก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เช่นกัน

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันมากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 3922/2549 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 4,769,289.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,555,739.61 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,189,017.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะ ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,277,869.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 30 มกราคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522 จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 2 วางท่อประปาขยายเขตจำหน่ายน้ำเข้าบริเวณโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โดยใช้ท่อพีวีซี, พีอี ขนาด 100 ถึง 500 มิลลิเมตร ความยาว 185,000 เมตร ภายในบริเวณที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดิน โดยดำเนินการช่วงปลายปี 2546 ถึงปลายเดือนมกราคม 2547 มีห้างหุ้นส่วนจำกัด สามประสิทธิ์รับจ้างช่วงงานต่อจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ

โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียน ณ ประเทศฝรั่งเศส ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตามมาตรา 17 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เป็นผู้ดำเนินงานก่อสร้าง วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสง ตามโครงการขยายโครงข่ายขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย บริเวณทางหลวงหมายเลข 3 ชุมสายโทรศัพท์แหลมฉบัง - ชุมสายโทรศัพท์มาบตาพุด ซึ่งในช่วงที่จำเลยที่ 2 วางท่อประปาขยายเขตจำหน่ายน้ำเข้าบริเวณโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง โจทก์วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสงแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างรอส่งมอบงานให้แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ขณะผู้รับจ้างช่วงขุดดินเพื่อวางท่อน้ำโดยใช้รถแบ็กโฮขุดดินวางท่อช่วงปลายปี 2546 ถึงปลายเดือนมกราคม 2547 รถแบ็กโฮขุดดินตามแนวเขตที่ได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงบริเวณทางหลวงหมายเลข 3 กิโลเมตรที่ 199 + 405 ไปถูกสายเคเบิลใยแก้วนำแสงที่โจทก์วางไว้ได้รับความเสียหาย

โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบ และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 497,999,86 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ใช้รถแบ็กโฮขุดดินวางท่อตามแนวเขตที่ได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงเช่นเดิม แล้วการขุดไปถูกสายเคเบิลใยแก้วนำแสงบริเวณทางหลวงหมายเลข 3 กิโลเมตรที่ 198 + 500, 202 + 000, 197 + 330 และบริเวณทางแยกเข้านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดรวม 4 จุด เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงในการวางสายเคเบิลใยแก้วนำแสง แต่โจทก์ปฏิบัติผิดข้อกำหนดของกรมทางหลวง คือไม่วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสงในระยะ 4 เมตร จากเขตทางหลวง ไม่ติดตั้งป้ายแสดงแนวสายเคเบิลใยแก้วนำแสงเพื่อให้บุคคลภายนอกทราบ ไม่ติดตั้งแผ่นเตือนคอนกรีตเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดขุดเจาะโดนสายเคเบิล เมื่อได้รับแจ้งจากโจทก์หลังเกิดเหตุครั้งแรก จำเลยที่ 2 ที่ 3 ก็มิได้วางท่อประปาเกิน 1.80 เมตร จากเขตทางหลวง จุดเกิดเหตุครั้งที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่ได้อยู่เกินกว่า 1.80 เมตร แม้แต่จุดเดียว

ไม่มีวิธีการหรือมาตรฐานการระมัดระวังใด ๆ ที่จะนำมาใช้เพื่อไม่ให้การขุดทางท่อประปาไปเกี่ยวสายเคเบิลของโจทก์ได้และไม่สามารถคาดหมายได้ว่าจะเกี่ยวสายเคเบิลของโจทก์หรือไม่ เพราะจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่เคยขุดล้ำเข้าไปในเขตที่โจทก์วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสงเลย แต่การเกี่ยวสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของโจทก์ทุกจุดเกิดจากโจทก์วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสงล้ำเข้ามาในเขตวางท่อประปาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ทั้งสิ้น จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงมิได้ประมาท จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ นั้น ในเรื่องนี้ นายนรสิทธิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า หลังเกิดเหตุครั้งแรก พยานได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบแล้วว่าในแนวเขตทางหลวง 4 เมตร มีสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของโจทก์ติดตั้งอยู่ตลอดแนว

นั้น ไม่มีความชัดเจนว่ามีรายละเอียดอย่างไร ทั้งไม่ปรากฏว่ามีเอกสารแจ้งแนวเขตที่แน่นอนประกอบกับไม่มีป้ายแจ้งแนวเขตและแผ่นเตือนคอนกรีตวางอยู่เหนือสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของโจทก์ตามเงื่อนไขที่ปรากฏในหนังสืออนุญาต ฝ่ายจำเลยย่อมไม่อาจทราบได้ว่าสายเคเบิลของโจทก์ฝังอยู่จุดใด ทั้งได้ความจากนายนิพัฒน์พยานจำเลยที่ 2 ที่ 3 ว่า ก่อนเกิดเหตุครั้งแรกห้างหุ้นส่วนจำกัด สามประสิทธิ์ดำเนินการวางท่อประปายาวมากกว่า 50 กิโลเมตร แล้ว จุดที่ขุดโดนสายเคเบิลของโจทก์ 5 จุด มีระยะทาง 5 กิโลเมตร และอยู่ในแนวเขตที่ฝ่ายจำเลยได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงให้ขุดวางท่อประปา ดังนี้ การที่พยานโจทก์เพียงแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบหลังเกิดเหตุครั้งแรกว่า

มีสายเคเบิลใยแก้วนำแสงของโจทก์ติดตั้งอยู่ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าฝังอยู่จุดใดบ้าง ประกอบกับห้างหุ้นส่วนจำกัด สามประสิทธิ์ ผู้รับเหมาช่วงซึ่งดำเนินการวางท่อประปามาแล้วประมาณ 50 กิโลเมตร ขุดไม่โดนสายเคเบิลของโจทก์เลย เหลือระยะทางที่จะต้องวางท่อประปาอีกประมาณ 135 กิโลเมตร ซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัด สามประสิทธิ์ยังคงขุดเพื่อวางท่อประปาต่อไป ตามแนวเขตที่ได้รับอนุญาตโดยปฏิบัติเหมือนกับ 50 กิโลเมตรแรก จึงฟังได้ว่าฝ่ายจำเลยมิได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สายเคเบิลของโจทก์ก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศรีอัมพร ศาลิคุปต์ · ธีระพงศ์ จิระภาค · พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นางสาวธัญญา จูฑะประชากุล
ศาลอุทธรณ์ - นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1028/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้