Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16001/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

มูลคดีเดียวกันนี้ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เคยฟ้องจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ มีโจทก์ในคดีนี้ได้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา โดยคดีอาญาคดีถึงที่สุด ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า พฤติการณ์ของโจทก์ร่วม ทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าโจทก์ร่วมถอนเงินที่วางประกันไว้ไปใช้ประโยชน์อื่น นอกจากข้อตกลงอันเป็นความผิดอาญา จำเลยที่ 1 จึงแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแก่พนักงานสอบสวน อันเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ดังนั้น คดีนี้จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนจึงไม่มีความผิดและมีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาต่อโจทก์ ไม่มีความผิดตามไปด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 ธันวาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าขึ้นศาลใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีและกำหนดค่าทนายความให้ 20,000 บาท โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าขึ้นศาลใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี และกำหนดค่าทนายความให้รวม 60,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน เมื่อปี 2534 โจทก์กับจำเลยที่ 2 ตกลงเข้าหุ้นกันซื้อที่ดินเนื้อที่ประมาณ 100 ตารางวา ตามโฉนดเลขที่ 39686 ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร แล้วสร้างอาคารพาณิชย์ 6 คูหา ในที่ดินดังกล่าวเพื่อขายนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่งโดยได้แบ่งแยกที่ดินเป็น 4 แปลง แต่ขายได้คูหาเดียว ซึ่งได้แบ่งผลประโยชน์กันแล้ว ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงหุ้นส่วนที่ดินและอาคารตึกแถวแบ่งที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ที่เหลือว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนคนละครึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 39686, 39687, 39688 และ 39689 ตำบลบางอ้อ

อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร พร้อมอาคารพาณิชย์ (ตึกแถว) 4 คูหา เลขที่ 109/354, 109/355, 109/356 และ109/357 จำเลยที่ 1 และโจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 39689 พร้อมตึกแถวเลขที่ 109/356 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 39686, 39687 และ 39688 พร้อมอาคารตึกแถวที่ตั้งอยู่ในแต่ละแปลง จำเลยที่ 1 ให้โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว โดยถือแทนจำเลยที่ 1 ไว้กึ่งหนึ่งเพื่อความสะดวกบางประการ ในการทำนิติกรรมขายที่ดินและตึกแถวทุกแปลง หากภายหลังไม่ว่าเวลาใดถูกทางราชการเก็บค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากรเพิ่มรวมทั้งโจทก์ถูกเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอันเกิดจากการขายที่ดินทุกแปลง โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงเสียกันคนละครึ่งทุกครั้งไป เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา

จำเลยที่ 1 จะนำเงิน 200,000 บาท ไปฝากธนาคารในนามโจทก์เพียงผู้เดียวในวันที่ 7 ตุลาคม 2535 เป็นเวลา 8 ปี หากครบกำหนดแล้วไม่มีการเรียกเก็บเงินใดๆ โจทก์จะคืนเงินแก่จำเลยที่ 1 และทั้งสองฝ่ายจะทำสัญญารับผิดชอบในเรื่องนี้กันใหม่ต่อไป ต่อมาโจทก์ได้เปิดบัญชีเงินฝากประจำที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาบางพลัด โดยจำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 200,000 บาท ไปฝากเปิดบัญชีดังกล่าวเพื่อเป็นหลักประกันตามข้อตกลง ต่อมาโจทก์ถอนเงินจากบัญชี 100,000 บาท และโจทก์ถอนเงินที่เหลือทั้งหมด 2544 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้นายสมชายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางพลัด ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์กล่าวหาว่า โจทก์ถอนเงินเอาไปใช้เป็นการส่วนตัวโดยทุจริต

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมอบอำนาจให้นายสมชายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางพลัด ตามข้อความดังกล่าวข้างต้นอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ เห็นว่า มูลคดีเดียวกันนี้ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดฟ้องจำเลยทั้งสอง คดีนี้กับพวกเป็นจำเลย เรื่อง ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 และ 174 ซึ่งโจทก์คดีนี้ได้เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวด้วย คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลฎีกาในคดีดังกล่าววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า

โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำสืบให้เห็นว่า ข้อความที่จำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนนั้น มีข้อความใดหรือส่วนใดเป็นเท็จและวินิจฉัยข้อเท็จจริงกล่าวโดยสรุปว่า พฤติการณ์ของโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าว ทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจว่าโจทก์ร่วมถอนเงินที่วางประกันไว้ไปใช้ประโยชน์อื่น นอกจากข้อตกลงอันเป็นความผิดทางอาญา จำเลยที่ 1 แจ้งเหตุการณ์ตามที่เกิดขึ้นจริงต่อเจ้าพนักงาน เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย การกระทำของโจทก์ร่วมจะเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ อย่างไร เป็นอำนาจโดยเฉพาะของพนักงานสอบสวนที่จะรวบรวมพยานหลักฐานและเสนอความเห็นไปยังพนักงานอัยการต่อไป การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ร่วมนั้น จึงไม่เป็นความผิด ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261/2554 ระหว่าง

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาววิไล (โจทก์คดีนี้) โจทก์ร่วม นางกาญจนา (จำเลยที่ 1 คดีนี้) ที่ 1 นายสมชาย ที่ 2 นายวิชิต (จำเลยที่ 2 คดีนี้) ที่ 3 จำเลย คดีนี้จึงต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว เมื่อศาลในคดีอาญาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนและเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย จึงไม่มีความผิดและมีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้นายสมชายไปแจ้งความร้องทุกข์ว่า ไม่มีความผิดตามไปด้วย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามายังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
นิพันธ์ ช่วยสกุล · ปริญญา ดีผดุง · อธิคม อินทุภูติ
ศาลล่าง
ศาลแพ่งธนบุรี - นายอำนวย โอภาพันธ์
ศาลอุทธรณ์ - นายเฉลียว พลวิเศษ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1108/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ4750/2545
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ3630/2546
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้