Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1605/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง กำหนดให้สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน จำเลยจึงต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภริยาใหม่ด้วยเพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องกระทำ จะอ้างว่าภริยาใหม่มีรายได้มากไม่น่าจะเดือดร้อน จำเลยไม่จำต้องอุปการะเลี้ยงดูหาได้ไม่ และมาตรา 1564 วรรคแรก กำหนดให้บิดาและมารดามีหน้าที่ร่วมกันในการให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ ดังนั้นโจทก์จำเลยจึงสมควรร่วมกันจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์คนละครึ่ง ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1598/38 และมาตรา 1598/39 บัญญัติให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้และฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี ทั้งศาลจะสั่งแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มอีกในภายหลังก็ได้ ขณะฟ้องโจทก์และจำเลยต่างมีรายได้ จำเลยมีภริยาใหม่และมีบุตรจำเลยย่อมจะต้องมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูภริยาและบุตร มิใช่จำเลยมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูแต่เพียงผู้เยาว์คนเดียว การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ผู้เยาว์ต้องคำนึงถึงรายได้จำเลยกับรายจ่ายในครอบครัวของจำเลย ความจำเป็นทางด้านการเงินของผู้เยาว์อายุและระดับการศึกษาของผู้เยาว์ด้วย.

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิงธัญธิดา ถิราติบุตรผู้เยาว์ 10,000 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 5,000บาท กับจ่ายค่าใช้จ่ายในการศึกษาของผู้เยาว์ปีละ 10,000 บาทนับแต่เดือนที่ฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะจำเลยให้การว่า จำเลยมิได้มีฐานะมั่นคงและร่ำรวย จำเลยคงมีรายได้จากเงินเดือนประจำซึ่งจำเลยมีภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวโจทก์มีตำแหน่งหน้าที่การงาน รายได้มั่นคงและมีทรัพย์สินของตนเองด้วย ถ้าโจทก์ไม่สามารถเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่ผู้เยาว์ได้จำเลยยินดีที่จะรับผู้เยาว์มาเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่ฐานะเอง หากผู้เยาว์ยังอยู่ในความปกครองของโจทก์ จำเลยยินดีจ่ายค่าเล่าเรียนให้ปีละสองภาคเรียน โดยจำเลยขอจ่ายให้แก่สถานศึกษาของผู้เยาว์เอง

ขอให้ยกฟ้องโจทก์จำเลยขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู 10,000 บาทและต่อไปอีกเดือนละ 5,000 บาท นับแต่เดือนมีนาคม 2532 จนกว่าเด็กหญิงธัญธิดา ถิราติ บรรลุนิติภาวะให้โจทก์ และให้จำเลยจ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการศึกษาปีละสองภาคเรียน ภาคเรียนละ 5,000 บาทที่สถานศึกษาของเด็กหญิงธัญธิดา จนกว่าเด็กหญิงธัญธิดา บรรลุนิติภาวะจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2532 เป็นต้นไปและจ่ายค่าใช้จ่ายในการศึกษาของผู้เยาว์ปีละหนึ่งภาคเรียนภาคเรียนละ 3,660 บาท โดยให้จำเลยจ่ายภาคเรียนแรกของปีการศึกษาทุกปี เริ่มแต่ปี 2532 เป็น

ต้นไปให้โจทก์จนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564วรรคแรก บัญญัติว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" ตามบทบัญญัติดังกล่าวเห็นได้ว่า ทั้งบิดาและมารดามีหน้าที่ร่วมกันในการให้การอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ หาใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้นไม่ ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยมีภริยาใหม่เป็นแพทย์จำเลยไม่จำต้องอุปการะเลี้ยงดูและจำเลยมีทรัพย์มรดกอีก จำเลยไม่มีความเดือนร้อน เห็นว่า ตามมาตรา 1461 วรรคสอง บัญญัติว่า"สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน"

บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้จำเลยจะต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภริยาใหม่ด้วย เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายจะต้องกระทำ จะอ้างว่าภริยาจำเลยมีรายได้มากไม่น่าจะเดือดร้อนจำเลยไม่จำต้องอุปการะเลี้ยงดูหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ให้โจทก์จำเลยร่วมกันจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่ผู้เยาว์คนละครึ่งจึงชอบแล้ว คงมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยควรจะต้องรับผิดในค่าอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์เป็นเงินเท่าใด ซึ่งโจทก์ฎีกาว่าโจทก์เป็นพนักงานของธนาคารเอเซียจำกัด ตำแหน่งผู้ช่วยสมุห์บัญชีได้รับเงินเดือนละ 5,600 บาท ส่วนจำเลยมีเงินเดือนเดือนละ 13,000 บาท และมีโบนัสสองเท่าครึ่งของเงินเดือน ภริยาใหม่ของจำเลยเป็นแพทย์

ย่อมมีรายได้มากที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 1,500 บาทจึงน้อยมาก ควรจะให้ในอัตราเดือนละ 5,000 บาทตามศาลชั้นต้นเห็นว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 บัญญัติว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาหรือระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้น ย่อมเรียกจากกันได้ในเมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี" และมาตรา 1598/39 วรรคแรก บัญญัติว่า"เมื่อผู้มีส่วนได้เสียแสดงว่าพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีได้เปลี่ยนแปลงไป

ศาลจะสั่งแก้ในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยให้เพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูอีกก็ได้" ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นให้ศาลคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้คือบิดาและมารดาหรือโจทก์ จำเลย ฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี และเมื่อศาลได้มีคำสั่งให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูไปแล้วหากต่อมาในภายหลังโจทก์สามารถแสดงให้ศาลเห็นว่ารายได้หรือฐานะของจำเลยได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือผู้เยาว์เรียงสูงขึ้นไป ศาลจะสั่งแก้ไขเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มอีกก็ได้ ข้อเท็จจริงขณะฟ้องโจทก์และจำเลยต่างมีรายได้คือเงินเดือนประจำ จำเลยมีภริยาใหม่และมีบุตร จำเลยย่อมจะต้องมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูภริยาและบุตรจำเลย

มิใช่จำเลยมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเพียงผู้เยาว์คนเดียวเท่านั้น เมื่อคำนึงถึงรายได้จำเลยกับรายจ่ายในครอบครัวของจำเลย ความจำเป็นทางด้านการเงินของผู้เยาว์ อายุและระดับการศึกษาของผู้เยาว์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่ผู้เยาว์เดือนละ 1,500 บาท กับค่าเล่าเรียน ค่ารถรับส่ง ค่าเครื่องเขียนค่าหนังสือเรียนซึ่งทางโรงเรียนไม่ได้ออกใบเสร็จให้อีกปีละ3,660 บาท ขณะผู้เยาว์อายุ 7-8 ปี และเรียกอยู่ระดับชั้นประถมนั้น นับว่าเป็นจำนวนพอสมควรและเป็นการเพียงพอแก่อัตภาพในปัจจุบันของจำเลยและผู้เยาว์แล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญสิน ตุลากัน · พนม พ่วงภิญโญ · พินิจ ฉิมพาลี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้