Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1610/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายและได้หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้การกระทำทั้งสามตอนต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันพฤติการณ์ของจำเลยมีเจตนาเพียงต้องการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทโจทก์ ฟ้อง ขอให้ ลงโทษ จำเลย ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91, 276, 283, 284, 310จำเลย ให้การ ปฏิเสธ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

เนื้อความคำพิพากษา

จำเลยพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารแล้วข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายและได้หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายไว้การกระทำทั้งสามตอนต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันพฤติการณ์ของจำเลยมีเจตนาเพียงต้องการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทโจทก์ ฟ้อง ขอให้ ลงโทษ จำเลย ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91, 276, 283, 284, 310จำเลย ให้การ ปฏิเสธศาลชั้นต้น พิพากษา ว่า จำเลย มี ความผิด ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง , 284 วรรคแรก , 310 วรรคแรก ประกอบ มาตรา 83ให้ เรียง กระทง ลงโทษ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิด ตามมาตรา 276 วรรคสอง , 284 วรรคแรก ให้ ลงโทษ ตาม มาตรา 276 วรรคสองอันเป็น

บทหนัก ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 16 ปี ความผิดตาม มาตรา 310 วรรคแรก ให้ ลงโทษ จำคุก 1 ปี รวม จำคุก จำเลยทั้งสิ้น 17 ปี ข้อหา อื่น นอกจาก นี้ ให้ยกจำเลย อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ ภาค 3 พิพากษาแก้ เป็น ว่า จำเลย มี อายุ ขณะ กระทำผิดยัง ไม่เกิน 17 ปี ลด มาตรา ส่วน โทษ ลง กึ่งหนึ่ง ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 แล้ว ให้ ลงโทษ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคสองจำคุก 8 ปี ลงโทษ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรกจำคุก 6 เดือน รวม จำคุก 8 ปี 6 เดือน นอกจาก ที่ แก้ ให้ เป็น ไป ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นจำเลย ฎีกาศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า "พิเคราะห์ แล้ว ข้อเท็จจริง รับฟัง ได้ว่าเมื่อ วันที่ 10 กรกฎาคม 2531 เวลา

ประมาณ 13 นาฬิกา จำเลย ได้ขับ รถจักรยานยนต์ โดย มี นางสาว เกียรติสุดา โพธิ์แป้น ผู้เสียหาย นั่ง ซ้อน ท้าย ตรง กลาง นาย ทวี มโนสงค์ เพื่อน จำเลย นั่ง ซ้อน ท้าย ใน ตอนท้าย จาก บ้าน หมู่ ที่ 2 ตำบล ขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัด สุราษฎร์ธานี ไป ที่ บ้าน นาย นอบ มโนสงค์ ลุง ของ นาย ทวี ที่ ตำบล ดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จังหวัด นครศรีธรรมราช ต่อมา วันที่ 6 กันยายน 2531 ผู้เสียหาย และ บิดา ของ ผู้เสียหาย ได้ เข้าแจ้งความ ต่อ พันตำรวจโท งามศักดิ์ เกื้อจรูญ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธร อำเภอ เมือง สุราษฎร์ธานี ว่า จำเลย กับ นาย ทวี ข่มขืน กระทำ ชำเรา ผู้เสียหาย ซึ่ง พันตำรวจโท งามศักดิ์ ได้ ส่งตัว

ผู้เสียหาย ไป ตรวจ ร่างกาย ที่ โรงพยาบาล สุราษฎร์ธานี ผล การ ตรวจปรากฏว่า ผู้เสียหาย ตั้ง ครรภ์ ประมาณ 6 อาทิตย์ ตาม ผล การ ตรวจ ชันสูตรของ แพทย์ เอกสาร หมาย จ. 4 ซึ่ง ต่อมา ทาง โรงพยาบาล ได้ ทำแท้งให้ ผู้เสียหาย วันที่ 27 พฤศจิกายน 2533 นาย ดาบตำรวจ ประสิทธิ์ ขุนทองจันทร์ เจ้าพนักงาน ตำรวจ สถานีตำรวจภูธร ตำบล ขุนทะเล ได้ จับ จำเลย ตาม หมายจับ ที่ พนักงานสอบสวน ได้ ออก ไว้ ตาม บันทึก การ จับกุมเอกสาร หมาย จ. 3ปัญหา ที่ ต้อง วินิจฉัย ตาม ฎีกา ของ จำเลย มี ว่า จำเลย ได้ ร่วม กับนาย ทวี มโนสงค์ ล่อลวง ผู้เสียหาย ไป ทำการ ข่มขืน กระทำ ชำเรา ตาม ฟ้อง หรือไม่ จำเลย กล่าวอ้าง ใน ฎีกา ว่า ผู้เสียหาย เบิกความ

เกี่ยวกับพฤติการณ์ ที่ อ้างว่า ถูก จำเลย กับ นาย ทวี เข้า ข่มขืน กระทำ ชำเรา แตกต่าง กับ ที่ ได้ ให้การ ไว้ ใน ชั้นสอบสวน ทำให้ เห็น เป็น พิรุธ ว่า มิได้เบิกความ ตาม ความ เป็น จริง เหตุ ที่ ผู้เสียหาย เบิกความ ว่า จำเลยร่วมกับ นาย ทวี ข่มขืน กระทำ ชำเรา ผู้เสียหาย ก็ เพราะ ถูก บิดา ของ ผู้เสียหาย บังคับ ให้ กล่าวหา จำเลย เนื่องจาก ไม่พอ ใจ ที่ จำเลย มี ส่วน เกี่ยวข้องกับ การ หลบหนี ไป ของ ผู้เสียหาย กับ นาย ทวี และ แม้ จำเลย นำ นางสาว มิรินด้า โพธิ์แป้น มา เบิกความ ได้ ก็ ไม่อาจ ชี้ ชัด ได้ว่า ผู้เสียหาย ชอบพอ กับ นาย ทวี และนายนับ สุทธิพันธ์ กำนัน ตำบล ดอนตะโก พยาน จำเลย เบิกความ ว่า เมื่อ พยาน

ได้ ถาม ผู้เสียหาย แล้ว ผู้เสียหาย บอก ว่า ผู้เสียหาย สมัครใจ มา กับ นาย ทวี คำเบิกความ ของ นาย นับ ซึ่ง เป็น คนกลาง ไม่มี ส่วนได้เสีย กับ จำเลย จึง มี น้ำหนัก รับฟัง ได้ว่า ผู้เสียหาย ไป กับ นาย ทวี โดย สมัครใจ โดย ที่ จำเลย มิได้ เกี่ยวข้อง กับ การ ร่วมประเวณี ระหว่าง ผู้เสียหาย กับ นาย ทวี แต่อย่างใด พยานหลักฐาน ที่ โจทก์ นำสืบ จึง ยัง เป็น ที่ สงสัย อยู่ ว่า จำเลย ได้ กระทำผิดตาม ฟ้อง หรือไม่ ควร ยก ประโยชน์ แห่ง ความ สงสัย ให้ เป็น คุณ แก่ จำเลยเห็นว่า ผู้เสียหาย เบิกความ ว่า จำเลย บอก ว่า ป้า ของ ผู้เสียหาย ที่ ป่วยอยู่ โรงพยาบาล ใกล้ จะ ถึงแก่ความตาย แล้ว จะ พา ผู้เสียหาย ไป ดูผู้เสียหาย

หลงเชื่อ จึง นั่ง ซ้อน ท้ายรถ จักรยานยนต์ ไป กับ จำเลย แต่จำเลย กลับ พา ผู้เสียหาย ไป ที่อื่น แล้ว รับ นาย ทวี เพื่อน จำเลย นั่ง ซ้อน ท้ายรถ จักรยานยนต์ คัน เดียว กัน นั้น ไป ที่ บ้าน ญาติ ของ นาย ทวี ที่ จังหวัด นครศรีธรรมราช โดย นาย ทวี ใช้ อาวุธปืน ขู่ บังคับ ไม่ให้ ผู้เสียหาย ขัดขืน เมื่อ ไป ที่ บ้าน ญาติ นาย ทวี แล้ว ใน ตอน กลางคืน จำเลย ได้ ใช้ อาวุธปืน ขู่ บังคับ ผู้เสียหาย แล้ว ข่มขืน กระทำ ชำเรา ผู้เสียหายจาก นั้น นาย ทวี ก็ ใช้ อาวุธปืน ขู่ บังคับ ผู้เสียหาย แล้ว ข่มขืน กระทำ ชำเรา ผู้เสียหาย อีก ต่อมา จำเลย กับ นาย ทวี ได้ พา ผู้เสียหาย ไป ที่อื่น อีก หลาย แห่ง และ ได้ ผลัด กัน ข่มขืน

กระทำ ชำเรา ผู้เสียหาย อีกหลาย วัน หลังจาก นั้น นาย ทวี บังคับ ให้ ผู้เสียหาย ไป กับ นาย ทวี และ ข่มขืน กระทำ ชำเรา ผู้เสียหาย โดย ตลอด จน เวลา เกือบ สอง เดือนผู้เสียหาย จึง หลบหนี ออก มา ได้ เมื่อ หนี ออก มา ได้ แล้ว ผู้เสียหาย ได้ ไป พบพี่สาว ที่ บ้านพัก ศูนย์ ช่าง ที่ 10 แล้ว เล่าเรื่อง ที่ เกิดขึ้น ให้ ฟังพี่สาว ได้ ไป ตาม บิดา ผู้เสียหาย มา จาก นั้น ผู้เสียหาย ได้ ไป แจ้งความต่อ พันตำรวจโท งามศักดิ์ เกื้อจรูญ พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธร อำเภอ เมือง สุราษฎร์ธานี ว่า จำเลย กับ นาย ทวี ร่วมกัน ล่อลวง ผู้เสียหาย ไป ทำการ ข่มขืน กระทำ ชำเรา ผู้เสียหาย ซึ่ง ตรง กับ ที่นาง ประไพ โพธิ์แป้น มารดา

ผู้เสียหาย ซึ่ง เบิกความ ว่า เมื่อ ผู้เสียหาย หลบหนี มา แล้ว ผู้เสียหาย ได้ เล่า ให้ ฟัง ว่า จำเลย กับนาย ทวี ล่อลวง ไป ทำการ ข่มขืน กระทำ ชำเรา ผู้เสียหาย บิดา ผู้เสียหาย จึง พา ผู้เสียหาย ไป แจ้งความ ต่อ พนักงานสอบสวน พันตำรวจโท งามศักดิ์ พนักงานสอบสวน พยานโจทก์ ก็ เบิกความ ว่า ผู้เสียหาย ได้ มา แจ้งความ ว่า ถูก จำเลย กับ นาย ทวี หลอกลวง พา ไป ทำการ ข่มขืน กระทำ ชำเรา จน ผู้เสียหาย ต้อง หลบหนี ออก มา คำเบิกความ ของ ผู้เสียหายดังกล่าว ย่อม มี น้ำหนัก รับฟัง ได้ว่า จำเลย ได้ ล่อลวง ผู้เสียหายไป แล้ว ใช้ อาวุธปืน ขู่ บังคับ ผู้เสียหาย แล้ว ข่มขืน กระทำ ชำเราผู้เสียหาย หลาย ครั้ง หลาย วัน เพราะ หาก

ไม่เป็น ความจริง แล้วผู้เสียหาย ซึ่ง เป็น ญาติ สนิท กับ จำเลย และ ไม่เคย มี เรื่อง โกรธเคืองกับ จำเลย มา ก่อน คง ไม่ กล้า เบิกความ ยืนยัน ถึง การกระทำ ผิด ของ จำเลยและ เป็น การ ทำให้ ผู้เสียหาย ต้อง ได้รับ ความ อับอายขายหน้า เช่นนั้นและ คำเบิกความ ของ นาย ประไพ กับ พันตำรวจโท งามศักดิ์ ยัง สอดคล้อง ต้อง กัน กับ คำเบิกความ ของ ผู้เสียหาย อีก ด้วย ดังนั้น เมื่อ พิจารณาคำเบิกความ ของ ผู้เสียหาย ประกอบ กับ พยานหลักฐาน อื่น ตาม ที่โจทก์ นำสืบ แล้ว เชื่อ ว่า ผู้เสียหาย ได้ เบิกความ ตาม ความสัตย์ จริงหา ได้ แกล้ง กล่าวหา จำเลย ดัง ที่ จำเลย กล่าวอ้าง ไม่ แม้ คำเบิกความใน ชั้น ศาล ของ ผู้เสียหาย จะ แตกต่าง กับ

คำให้การ ชั้นสอบสวน อยู่ บ้างก็ เป็น เพียง แตกต่าง ใน รายละเอียด ปลีกย่อย เท่านั้น หา ทำให้ สาระสำคัญเสีย ไป แต่อย่างใด ไม่ ข้อ ที่ จำเลย กล่าวอ้าง ว่า ผู้เสียหาย รักใคร่ ชอบพอกับ นาย ทวี ผู้เสียหาย จึง สมัครใจ ไป กับ นาย ทวี โดย ที่ นางสาว มิรินด้า โพธิ์แป้น ก็ รู้ ดี นั้น เมื่อ จำเลย ไม่นำ นางสาว มิรินด้า มา เบิกความ ยืนยัน ให้ เห็น เป็น ดัง ที่ จำเลย อ้าง แล้ว ข้ออ้าง ดังกล่าว จึง ไม่มี น้ำหนัก รับฟัง ได้ และ ที่ อ้างว่า นาย นับ สุทธิพันธ์ ได้ เบิกความ ว่า เมื่อ สอบถาม ผู้เสียหาย แล้ว ผู้เสียหาย บอก ว่า สมัครใจ มา กับ นาย ทวี จน นาย นับ ได้ บันทึก ความสมัครใจ ของ ผู้เสียหาย ไว้ จึง แสดง ว่า

ผู้เสียหาย สมัครใจ มา กับ นาย ทวี นั้น เห็นว่า คำเบิกความ ของ นาย นับ ไม่ สม เหตุผล เพราะ หาก ได้ บันทึก ถึง ความสมัครใจ ของ ผู้เสียหาย ไว้ จริง แล้ว นาย นับ หรือ จำเลย ย่อม มี บันทึก ดังกล่าว มา แสดง ได้ แต่ นาย นับ ก็ เบิกความ ว่า บันทึก ดังกล่าว หาย ไป แล้ว คำเบิกความ ของ นาย นับ ที่ ว่า ผู้เสียหาย สมัครใจ มา กับ นาย ทวี จึง เป็น พิรุธ ไม่มี น้ำหนัก รับฟัง ได้ ดัง ที่ จำเลย กล่าวอ้าง พยานหลักฐาน โจทก์ จึง รับฟัง ได้ แจ้งชัด ว่า จำเลย ได้ กระทำผิด ตาม ฟ้องที่ ศาลล่าง ทั้ง สอง วินิจฉัย ว่า จำเลย กระทำผิด ตาม ฟ้อง นั้น ชอบแล้วฎีกา ของ จำเลย ฟังไม่ขึ้น แต่ ที่ ศาลล่าง ทั้ง สอง พิพากษา ว่า จำเลย

กระทำความผิด ฐาน พา หญิง ไป เพื่อ การ อนาจาร และ ฐาน ข่มขืน กระทำ ชำเราหญิง ซึ่ง มิใช่ ภริยา ของ ตน อัน มี ลักษณะ เป็น การ โทรมหญิง กรรมหนึ่งและ ฐาน หน่วงเหนี่ยว กักขัง ผู้อื่น อีก กรรมหนึ่ง รวมเป็น 2 กรรม นั้นเห็นว่า ความผิด ฐาน พา หญิง ไป เพื่อ การ อนาจาร ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 284 วรรคหนึ่ง ฐาน ข่มขืน กระทำ ชำเรา หญิง ซึ่ง มิใช่ ภริยาของ ตน อัน มี ลักษณะ เป็น การ โทรมหญิง ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง และ ฐาน หน่วงเหนี่ยว กักขัง ผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 ตาม ที่ โจทก์ ฟ้อง นั้น การกระทำ ทั้ง สามตอน ดังกล่าว ต่อเนื่อง เชื่อม โยง อยู่ ใน วาระ เดียว กัน พฤติการณ์ ของ จำเลยคดี นี้ มี เจตนา เพียง ต้องการ ข่มขืน กระทำ ชำเรา ผู้เสียหาย เท่านั้นจึง เป็น การกระทำ กรรมเดียว เป็น ความผิด ต่อ กฎหมาย หลายบท ที่ศาลล่าง ทั้ง สอง พิพากษา มา นั้น เป็น การ ไม่ชอบ เห็นควร แก้ไข ให้ ถูกต้อง "

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ เป็น ว่า ให้ ลงโทษ จำเลย ตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 วรรคสอง จำคุก 8 ปี กระทง เดียว นอกจาก ที่ แก้ ให้เป็น ไป ตาม คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อธิราช มณีภาค · มงคล สระฏัน · วุฒิ คราวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2568

จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อ การจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2614/2568

จำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1120/2568

การจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น ต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่ามีเจตนาเดียวกันหรือไม่ แม้การกระทำความผิดของจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนประ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5893/2567

พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมเข้าใจว่าจำเลยเป็น ห. จึงร้องถามว่าใช่ ห. หรือไม่ ผิดวิสัยของคนร้ายที่จะไม่ส่งเสียงให้เหยื่อรู้ตัวก่อนลงมือกระทำผิด ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมกับจำเลยพบกันอีกครั้งก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1154/2567

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น คงมีการแก้ไขเฉพาะคำว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นศาลฎีกา และมีส่วนเพิ่มเติมจากอุทธรณ์ไปบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้