Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16134/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่การที่จำเลยที่ 1 แจ้งจำเลยที่ 2 ผู้ซื้อฝากที่ดินพิพาทและเจ้าพนักงานที่ดินว่า จำเลยที่ 1 แยกกันอยู่กับโจทก์ ไม่สามารถตามโจทก์มาลงลายมือชื่อให้ความยินยอมได้ ทั้งอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 เจือสมกับที่โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่า ได้แยกกันอยู่กับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2553 ดังนั้น การที่ปรากฏจากการจดทะเบียนว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมแต่เพียงผู้เดียวมาหลายครั้ง โดยโจทก์ไม่เคยให้ความยินยอมย่อมทำให้มีเหตุให้จำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตว่าสามารถทำนิติกรรมได้ จึงไม่ถือว่าจำเลยที่ 2 มีความประมาทแต่อย่างใด เมื่อจำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตในราคา 265,000 บาท ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถไถ่ถอนได้ก็มีการเพิ่มราคาให้เป็น 300,000 บาท ถือว่าเป็นราคาที่สมควรเพราะโจทก์อ้างในคำขอท้ายคำฟ้องว่า หากโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ไม่ได้ให้ใช้ราคา 230,672 บาท แก่โจทก์ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เมื่อจำเลยที่ 2 นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปขายให้แก่จำเลยร่วมทั้งสองจึงถือว่าจำเลยร่วมทั้งสองได้รับความคุ้มครอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคแรก ตอนท้าย โจทก์ไม่สามารถฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมได้ การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการฟ้องเพิกถอนนิติกรรม เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังคงสมรสกันกรณียังไม่อาจแบ่งสินสมรสหรือให้ชดใช้ราคาแทนตามคำขอของโจทก์ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะสินสมรสด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์คืนได้ ให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคาแก่โจทก์เป็นเงิน 230,672 บาท และหากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

ระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกเด็กหญิง ส . และเด็กหญิง ก. โดยนางบุญเรือน ผู้แทนโดยชอบธรรมเข้ามาเป็นจำเลยร่วม เนื่องจากจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง จำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง บิดาจำเลยที่ 1 ซื้อให้นางสาวอรทัย ต่อมานางสาวอรทัยไปทำงานที่จังหวัดอื่น บิดาจึงได้ยกให้แก่จำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2542 บ้านดังกล่าวอยู่ติดกับบ้านบิดามารดาของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ที่ดินมาเมื่อปี 2542 จำเลยที่ 1 ได้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินหลายครั้ง โดยทำการขายฝากเมื่อปี 2545 ไถ่ถอนเมื่อปี 2547 จากนั้นจดทะเบียนจำนอง ต่อมาไถ่ถอนจำนอง และนำมาขายฝากแก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกันโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด

โจทก์เพิ่งมากล่าวอ้างการทำนิติกรรมครั้งสุดท้าย พฤติกรรมของโจทก์มีพิรุธ ในขณะที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่าในวันจดทะเบียนขายฝาก จำเลยที่ 1 แจ้งว่าเลิกกับสามีนานแล้ว ติดตามสามีมาลงชื่อให้ความยินยอมไม่ได้ ทั้งอ้างว่าที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 อีกด้วย จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 แจ้งเช่นนั้นจริง ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ให้การต่อสู้คดี นอกจากนั้นโจทก์ยังเบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 2 ว่า ได้แยกกันอยู่กับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2543 การที่จำเลยที่ 1 แจ้งจำเลยที่ 2 และพนักงานที่ดินว่า จำเลยที่ 1 แยกกันอยู่กับโจทก์ ไม่สามารถตามโจทก์มาลงลายมือชื่อให้ความยินยอมได้ว่าเป็นการเบิกความไปตามความจริงมารดาของจำเลยที่ 1 ก็ยืนยันกับจำเลยที่ 2 ว่า

จำเลยที่ 1 เลิกร้างกับสามีนานแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมแต่เพียงผู้เดียว โดยโจทก์ไม่เคยให้ความยินยอมมาตั้งแต่ได้ที่ดินมาทำให้จำเลยที่ 2 เชื่อโดยสุจริตใจว่าสามารถนำนิติกรรมได้ ไม่ถือว่าจำเลยที่ 2 มีความประมาทแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 จึงได้ทำนิติกรรมขายฝากกับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตในราคา 265,000 บาท ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถไถ่ถอนได้ก็มีการเพิ่มราคาให้รวมเป็น 300,000 บาท ถือว่าเป็นราคาที่สมควรเพราะโจทก์อ้างในคำขอท้ายฟ้องว่า หากโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนโจทก์ไม่ได้ ให้ใช้ราคา 230,672 บาท แก่โจทก์ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 รับซื้อฝากโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน นอกจากนั้น จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไปขายให้แก่จำเลยร่วมทั้งสอง

จำเลยร่วมทั้งสองซื้อที่ดินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน เพราะมีความต้องการจะซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้ปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมอีกเป็นเงินประมาณ 80,000 บาท จึงถือว่าจำเลยร่วมทั้งสองได้รับความคุ้มครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคแรกตอนท้าย โจทก์จึงไม่สามารถฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ราคา230,672 บาท ตามคำขอท้ายฟ้อง กรณีไม่สามารถโอนที่ดินกลับมาเป็นสินสมรสได้นั้นเห็นว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการฟ้องเพิกถอนนิติกรรม เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมและจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังคงสมรสกัน กรณียังไม่อาจแบ่งสินสมรสหรือให้ชดใช้ราคาแทนตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่มีคำสั่งเรื่องดังกล่าวตามคำขอดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี · พฤษภา พนมยันตร์ · สมเกียรติ เจริญสวรรค์
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายจิรายุ มกราพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายเพิ่มศักดิ สายสีทอง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(พ)111/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ112/2549
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ137/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกเยาวชนและครอบครัว
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้