Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16202/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจสอบในฐานะเป็นผู้ประกอบอาชีพรับซื้อของเก่าจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ เสมือนไม่ใส่ใจหรือไม่รับรู้ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่ผู้นำมาขายได้มาโดยผิดกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นการรับซื้อทรัพย์สินไว้โดยประมาท มีผลทำให้บริษัท ส. เจ้าของทรัพย์สินได้รับความเสียหาย แม้ในคดีอาญาที่จำเลยที่ 3 ถูกฟ้องข้อหารับของโจรจะวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ในคดีอาญายังไม่พอรับฟังว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานรับของโจร แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 3 มิได้กระทำโดยเจตนาเท่านั้น ยังไม่มีการวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 กระทำโดยประมาทหรือไม่ ศาลย่อมวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันมาในสำนวนคดีนี้ได้ว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อทรัพย์สินไว้โดยประมาทเลินเล่อ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัท ส. โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับขนส่งยอมรับผิดชำระค่าเสียหายแก่บริษัท ส. ในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนให้ขนส่งนั้นสูญหายไป ย่อมรับช่วงสิทธิจากบริษัทดังกล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226, 227 และ 616

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่โจทก์ใช้เงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง 42,124.39 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 891,694.01 บาท จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 849,569.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 เมษายน 2552) ต้องไม่เกิน 42,124.39 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จำเลยที่ 4 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสุภาพ ทายาทของจำเลยที่ 4 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 849,269.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 42,124.39 บาท กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 8,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายกฤษฎ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความได้ความว่า ทรัพย์ที่ถูกลักไปเป็นชิ้นส่วนโครงเหล็กเครื่องปรับอากาศ มีลักษณะตามภาพถ่าย และได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ว่า ชิ้นส่วนโครงเหล็กเครื่องปรับอากาศที่รับซื้อจากจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีน้ำหนักถึง 7 ตันเศษ รับซื้อไว้เป็นเงิน 120,000 ถึง 130,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้มาติดต่อขอขายเศษเหล็ก อ้างว่าเป็นเจ้าของ เป็นเหล็กผิดขนาด ล้างสต็อกจากโรงงาน จำเลยที่ 3 ขึ้นไปตรวจสอบบนรถบรรทุกแล้ว ภายในรถมีเศษเหล็กระเกะระกะมีลักษณะยาว

บาง และสั้นสลับกัน ไม่เท่ากัน มีทั้งยาว 40, 50 และ 60 เซนติเมตร เหล็กมีลักษณะคดงอ จึงเห็นว่าไม่มีปัญหาและได้รับซื้อไว้ในราคาตามท้องตลาดทั่วไป แม้จำเลยที่ 3 จะมีนายบุญฤทธิ์ ซึ่งมีอาชีพรับซื้อพลาสติกเก่าและใหม่อยู่ใกล้บ้านจำเลยที่ 3 มาเป็นพยานเบิกความว่า นายบุญฤทธิ์เห็นเหล็กที่จำเลยที่ 3 รับซื้อเป็นรูปสี่เหลี่ยม ลักษณะบาง สั้นบ้างยาวบ้าง เป็นกองใหญ่ ลักษณะวางกองกระจายไม่ได้เป็นหีบห่อ มีลักษณะงอบ้าง แต่นายบุญฤทธิ์ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายบุญฤทธิ์เห็นเมื่อเหล็กถูกนำลงจากรถแล้วจึงวางกระจัดกระจาย แสดงว่านายบุญฤทธิ์ไม่ได้เห็นสภาพของชิ้นส่วนโครงเหล็กขณะที่ยังอยู่ในรถบรรทุก คงมีเพียงคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ที่อ้างว่าชิ้นส่วนโครงเหล็กวางระเกะระกะอยู่ในรถบรรทุก แต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพของชิ้นส่วนโครงเหล็กตามภาพถ่าย

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นของใหม่ แบ่งแยกเป็นพวก ๆ ตามขนาดและรูปร่างที่วางซ้อนกันเป็นระเบียบ ประกอบกับโดยสภาพของเหล็กซึ่งเป็นโลหะมีน้ำหนักมาก เมื่อเรียงซ้อนกันเพื่อการขนส่ง น่าจะต้องจัดวางให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่น่าจะวางระเกะระกะ การที่จำเลยที่ 3 เบิกความลอย ๆ เพียงเพื่อพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงให้เห็นว่าเหล็กที่จำเลยที่ 3 รับซื้อไว้เป็นเศษเหล็ก จึงไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟัง ทั้งจำเลยที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ลักษณะของรถที่ขนสินค้าเหล็กเป็นรถตู้ปิดทึบ จำเลยที่ 3 ไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นเหล็กล้างสต็อกจริงหรือไม่ โดยที่ไม่เคยซื้อเหล็กจากจำเลยที่ 1 มาก่อน ขัดแย้งกับที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าเวลารับซื้อของจะตรวจสอบลักษณะการบรรจุหีบห่อหรือเป็นมัดหรือเป็นชิ้นงาน

ถ้าเป็นสายไฟ สายโทรศัพท์ ท่อน้ำที่สงสัยว่าเป็นของราชการหรือสาธารณะจะไม่รับซื้อ ทั้งยังรับซื้อไว้ในราคาของเก่าด้วยวิธีชั่งน้ำหนัก ลำพังการสอบถามแล้วจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นเหล็กล้างสต็อกเพราะทำมาผิดขนาด ยังไม่เพียงพอจะถือว่าจำเลยที่ 3 ใช้ความระมัดระวังตรวจสอบเสียให้ดีในฐานะเป็นผู้ประกอบอาชีพรับซื้อของเก่าจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ เสมือนไม่ใส่ใจหรือไม่รับรู้ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่ผู้นำมาขายได้มาโดยผิดกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นการรับซื้อทรัพย์สินไว้โดยประมาท มีผลทำให้บริษัทสยามคูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของทรัพย์สินนั้นได้รับความเสียหาย แม้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 261/2553 ของศาลจังหวัดราชบุรี ซึ่งจำเลยที่ 3 ถูกฟ้องข้อหารับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน เท่ากับวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานของโจทก์ในคดีอาญายังไม่พอรับฟังว่าจำเลยที่ 3 กระทำความผิดฐานรับของโจร แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าจำเลยที่ 3 มิได้กระทำความผิดโดยเจตนาเท่านั้น ยังไม่มีการวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 กระทำการโดยประมาทหรือไม่ ศาลย่อมวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันมาในสำนวนคดีนี้ได้ว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อทรัพย์สินไว้โดยประมาทเลินเล่อ อันเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัทสยามคูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับขนส่งยอมรับผิดชำระค่าเสียหายแก่บริษัทสยามคูล อินเตอร์เนชั่นแนล

จำกัด ในการที่ของอันเขาได้มอบหมายแก่ตนให้ขนส่งนั้นสูญหายไป ย่อมรับช่วงสิทธิจากบริษัทดังกล่าวเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้กระทำละเมิดได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226, 227 และ 616 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยอื่นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อภิรัตน์ ลัดพลี · จรูญ ชีวิตโสภณ · บุญไชย ธนาพันธ์สิน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดปทุมธานี - นางสาวศุภลักษณ์ ลาภทวีโชค
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายปลื้ม นวลนิ่ม
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.726/2555
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ272/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ254/2553
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้