Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16228/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นมีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์สำหรับการกระทำที่ถูกกล่าวหาไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1 มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยขึ้นสอบสวนใหม่แล้วมีคำสั่งลงโทษทางวินัยให้ไล่โจทก์ออกจากงานเนื่องจากเห็นว่าโจทก์กระทำทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงนั้น เมื่อตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 กำหนดขั้นตอนการลงโทษทางวินัยโดยให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นมีอำนาจลงโทษพนักงานลูกจ้างสำหรับความผิดเล็กน้อยไม่ร้ายแรงได้ แต่ให้อยู่ภายใต้การทบทวนของผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปเพื่อให้การลงโทษนั้นเหมาะสม โดยระเบียบข้อบังคับกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นที่มีคำสั่งลงโทษในชั้นต้นมีหน้าที่ต้องรายงานการดำเนินการลงโทษทางวินัยนั้นไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูงจนถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่เพื่อพิจารณาทบทวนได้ หากผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณาแล้วลงโทษเป็นอย่างอื่นก็ให้การลงโทษโดยผู้บังคับบัญชาชั้นต้นถูกยกเลิกเพิกถอนไป กรณีนี้จึงมิใช่เป็นการลงโทษซ้ำสำหรับการกระทำเดียวกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะที่เลิกจ้างและให้นับอายุงานต่อเนื่อง หากไม่สามารถรับกลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 12,851,560 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค่าเสียหายนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ค่าเสียหายจากการขาดรายได้นับแต่วันเลิกจ้างถึงวันฟ้องพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 381,137.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 356,620 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปค่าจ้างเดือนละ 32,420 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 68,142.36 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 63,750.94 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 368,777.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าชดเชย 324,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่กรรม นางสาวสายชล ภริยาของโจทก์ขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต เมื่อคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแล้ว ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจสั่งให้นางสาวสายชลเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ คำสั่งของศาลแรงงานกลางจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้เพิกถอนคำสั่งของศาลแรงงานกลางดังกล่าวแล้วมีคำสั่งใหม่เป็นอนุญาตให้นางสาวสายชล ภริยาของโจทก์ เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานไปรษณีย์ 4 ประจำที่ทำการไปรษณีย์พยุหะคีรี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 32,420 บาท เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 ผู้ใช้บริการรายศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 (จังหวัดนครสวรรค์) และผู้ใช้บริการรายสำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์ สาขาพยุหะคีรี ให้เจ้าหน้าที่มาชำระเงินค่าบริการรับฝากไปรษณียภัณฑ์รายเดือน ณ ที่ทำการไปรษณีย์พยุหะคีรี เป็นเงิน 3,581 บาท และ 3,442 บาท ตามลำดับ โจทก์เป็นผู้ให้บริการและรับเงินค่าบริการจากผู้ใช้บริการทั้งสองรายโดยออกใบเสร็จรับเงินตามแบบ

ป.250 ให้ผู้ใช้บริการ แต่ไม่นำเงินเข้าระบบเคาน์เตอร์ไปรษณีย์อัตโนมัติ (CA POS) ของจำเลยที่ 1 ในวันที่รับเงิน และไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ที่พิมพ์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้แก่ผู้ใช้บริการ ต่อมานายเกษม หัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์พยุหะคีรีและเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นต้นของโจทก์ตรวจพบความผิดปกติจึงให้โจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริง โจทก์ชี้แจงว่าศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 (จังหวัดนครสวรรค์) นำใบแจ้งหนี้ ป.250 มาชำระค่าฝากส่งรายเดือนโดยไม่ได้นำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายมาด้วย โจทก์จึงให้คืนใบเสร็จ และให้นำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายมาให้ภายหลังผู้ใช้บริการนำเงินมาชำระในวันที่ 4 สิงหาคม 2551 และได้นำเงินเข้าระบบแล้ว

ส่วนสำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์สาขาพยุหะคีรีนำเงินมาชำระในวันที่ 1 สิงหาคม 2551 ได้นำเงินเข้าระบบแล้ววันที่ 4 สิงหาคม 2551 แต่ในชั้นให้ถ้อยคำต่อนายเกษมโจทก์ให้ถ้อยคำว่าผู้ใช้บริการรายศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 (จังหวัดนครสวรรค์) ชำระเงินในวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 แต่ไม่ได้นำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายมาแสดง ระหว่างที่รอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โจทก์เก็บเงินค่าบริการไว้ในลิ้นชักแล้วหลงลืม เมื่อนึกได้จึงติดต่อผู้ใช้บริการขอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ผู้ใช้บริการบอกว่าไม่ประสงค์จะหักภาษี ณ ที่จ่าย โจทก์จึงนำเงินเข้าฝากในระบบในวันที่ 5 สิงหาคม 2551 ส่วนผู้ใช้บริการรายสำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์สาขาพยุหะคีรีนั้นโจทก์หลงลืมเงินไว้ในลิ้นชัก

เมื่อนึกได้จึงนำเงินเข้าระบบของจำเลยที่ 1 ซึ่งนายเกษมพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ชี้แจงข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ จึงมีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์โจทก์แล้วรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จำเลยที่ 1 เห็นว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่จึงให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนทางวินัย คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเห็นว่าเป็นความผิดฐานทุจริตและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งลงโทษให้ไล่โจทก์ออกจากงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์นำคดีมาฟ้องศาล ในชั้นพิจารณาโจทก์เบิกความว่า ได้รับชำระเงินค่าบริการฝากส่งไปรษณีย์จากผู้ใช้บริการรายศูนย์สุขภาพจิตที่ 9 (จังหวัดนครสวรรค์) เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2551 และได้รับจากผู้ใช้บริการรายสำนักงานที่ดินจังหวัดนครสวรรค์สาขาพยุหะคีรีเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2551 แล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นอ้างในชั้นศาลแตกต่างจากที่ยกขึ้นชี้แจงต่อนายเกษมหัวหน้างาน

ไม่น่าเชื่อว่าการที่โจทก์ไม่นำเงินค่าบริการฝากส่งไปรษณีย์ของผู้ใช้บริการทั้งสองรายเข้าระบบเคาน์เตอร์ไปรษณีย์อัตโนมัติของจำเลยที่ 1 ในวันรับชำระค่าบริการเพราะโจทก์รอหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้ใช้บริการหรือหลงลืมดังที่โจทก์อ้าง เป็นการกระทำโดยทุจริตและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์นับว่ามีเหตุผลสมควรเพียงพอ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายใด ๆ ให้แก่โจทก์ คำสั่งลงโทษของนายเกษมหาได้เป็นที่สุด แต่ยังมีกระบวนการตรวจสอบโดยผู้บังคับบัญชาระดับสูงซึ่งอาจถูกเปลี่ยนแปลงได้ การลงโทษไล่ออกจึงชอบด้วยข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ไม่ถือเป็นการลงโทษซ้ำ ข้อบังคับดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ · นิยุต สุภัทรพาหิรผล · ธีระพงศ์ จิระภาค
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.903/2554
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ7774/2552
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ2196/2554
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกแรงงาน
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้