Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1637/2525

พ.ศ. 2525 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้สั่งจ่ายออกเช็คล่วงหน้าสั่งธนาคารโจทก์จ่ายเงินจำนวนหนึ่งแก่ ช. ต่อมาได้มีการแก้ไขจำนวนเงินในเช็คให้สูงขึ้น แล้ว ส. ได้นำเช็คดังกล่าวมามอบให้ธนาคารจำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของ ส. ครั้นเช็คถึงกำหนด จำเลยได้เรียกเก็บเงินจากโจทก์หักล้างหนี้ของ ส.ต่อมาผู้สั่งจ่ายทราบจึงเรียกเงินคืนจากโจทก์ โจทก์ได้จ่ายเงินจำนวนที่ถูกแก้ไขให้สูงขึ้นแก่ผู้สั่งจ่ายแล้วมาฟ้องเรียกคืนจากจำเลย ดังนี้ เมื่อการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าจึงเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ไม่ประจักษ์ในข้อสำคัญเมื่อผู้สั่งจ่ายไม่ได้รู้เห็นยินยอมในการแก้ไขด้วย จำเลยผู้ทรงเช็คย่อมมีสิทธิบังคับการใช้เงินตามเช็คได้เพียงจำนวนเงินเดิมก่อนมีการแก้ไขเท่านั้นจำนวนที่เกินเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เมื่อโจทก์มิได้จ่ายเงินให้จำเลยรับไปตามอำเภอใจ แต่จ่ายไปโดยเชื่อว่าผู้สั่งจ่ายออกเช็คสั่งจ่ายเงินตามจำนวนที่แก้ไข จำเลยจึงต้องคืนเงินส่วนที่รับเกินมาแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์แจ้งให้ทราบแม้ผู้สั่งจ่ายเขียนเช็คเว้นช่องว่างหน้าตัวเลขและตัวหนังสือจำนวนเงินไว้มากเป็นเหตุให้มีการเพิ่มเติมจำนวนเงินได้ง่าย แต่จำนวนเงินส่วนเกินที่จำเลยรับก็เป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ หากจำเลยได้รับความเสียหายจากความประมาทเลินเล่อของผู้สั่งจ่ายอย่างไรก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องว่ากล่าวเอาแก่ผู้สั่งจ่าย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ บริษัทน้ำตาลมิตรสยาม จำกัด ได้ออกเช็คลงวันที่ล่วงหน้าของธนาคารโจทก์สั่งให้ธนาคารโจทก์จ่ายเงินจำนวน8,062 บาทให้แก่นายชัยยุทธ แล้วนายชัยยุทธกับนายสมคิดและพวกได้ร่วมกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจำนวนเงินในเช็คจากจำนวน 8,062 บาทเป็น 908,062 บาทแล้วนายสมคิดได้นำเช็คนั้นมอบให้แก่ธนาคารจำเลยยึดถือครอบครองไว้ในฐานะผู้ทรงเพื่อเป็นประกันหนี้ที่นายสมคิด กู้เบิกเงินเกินบัญชีไปจากจำเลย เมื่อถึงกำหนดวันใช้เงินตามเช็ค จำเลยได้นำเช็คมาเรียกเก็บเงินจากโจทก์ โจทก์ได้จ่ายเงินให้แก่จำเลยจำนวน 908,062 บาท โดยหักเงินจากบัญชีของบริษัทน้ำตาลมิตรสยาม จำกัด โดยโจทก์หลงผิดว่าเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินตามจำนวนอันแท้จริง

เมื่อโจทก์ทราบว่าเช็คได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจำนวนเงินให้สูงขึ้นจึงได้จ่ายเงินจำนวน 900,000 บาท คืนแก่บริษัทน้ำตาลมิตรสยาม จำกัด การที่จำเลยในฐานะผู้ทรงเช็คได้รับเงินจากโจทก์เกินกว่าจำนวนเงินที่สั่งจ่ายตามเช็คอันแท้จริงเป็นการได้เงินไปโดยปราศจากมูลที่จะอ้างได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องชำระเงินจำนวนที่เกินไปคืนโจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยขอศาลพิพากษาให้จำเลยร่วมกันชำระเงิน 900,00 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้โจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ทราบเรื่องการปลอมแปลงแก้ไขเพิ่มเติมเช็คที่โจทก์ฟ้องขณะเช็คอยู่กับจำเลยเป็นเช็คที่สมบูรณ์ ไม่มีการขีดเขียนเพิ่มเติมแต่อย่างใด โจทก์จึงได้ยอมให้มีการหักเงินกันทางบัญชีโจทก์จะอ้างภายหลังว่าได้จ่ายเงินตามเช็คโดยหลงผิดหาได้ไม่

การที่โจทก์ใช้เงินคืนแก่บริษัทน้ำตาลมิตรสยาม จำกัด เป็นการกระทำไปตามอำเภอใจของโจทก์เอง ทั้งเป็นการชำระหนี้ให้แก่ผู้กระทำผิดกฎหมาย หากบริษัทดังกล่าวร่วมรู้เห็นในการแก้ไขเพิ่มเติมเช็คนั้นเสียเอง โจทก์เรียกร้องคืนจากจำเลยไม่ได้ เช็ครายนี้นายสมคิด มอบให้จำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี จำเลยมิได้ลาภงอกหรือได้เงินเพิ่มขึ้น โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ความเสียหายเกิดขึ้นเพราะความประมาทเลินเล่อของบริษัทน้ำตาลมิตรสยาม จำกัด ผู้ออกเช็ค โจทก์ย่อมไม่ต้องรับผิดคืนเงินให้แก่ผู้ฝาก การที่โจทก์คืนเงินเมื่อบริษัทดังกล่าวขอคืนโดยโจทก์ไม่ต้องรับผิดคืนเงินให้แก่ผู้ออกเช็คนั้น เป็นเรื่องของการเลือกปฏิบัติตามความพอใจของโจทก์เอง

หามีกฎหมายบังคับให้จำต้องทำไม่ จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะเรียกเงินคืนจากธนาคารจำเลยได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินในเช็คไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก็เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ไม่ประจักษ์ในข้อสำคัญ ต้องตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1007 วรรคสองและสาม เมื่อผู้สั่งจ่ายไม่ได้รู้เห็นยินยอมในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย ธนาคารจำเลยผู้ทรงเช็คย่อมมีสิทธิบังคับการใช้เงินตามเช็คได้เพียงจำนวนเงินเดิมก่อนมีการแก้ไขเท่านั้น จำนวนเงินที่เกินไปจากนั้นเป็นการรับเอาไว้อันปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เมื่อธนาคารโจทก์มิได้จ่ายเงินให้ธนาคารจำเลยรับไปตามอำเภอใจแต่จ่ายไปโดยเชื่อว่า

ผู้สั่งจ่ายออกเช็คสั่งจ่ายเงินตามจำนวนที่มีการแก้ไข ธนาคารจำเลยก็ต้องคืนเงินส่วนที่รับเกินมาให้แก่ธนาคารโจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารโจทก์แจ้งให้ธนาคารจำเลยทราบถึงการคืนเงินจำนวนนี้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 และ 407แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินในเช็คสามารถทำได้โดยไม่ประจักษ์ก็เพราะผู้เขียนเช็คของบริษัทน้ำตาลมิตรสยาม จำกัด เว้นช่องว่างข้างหน้าตัวเลขและตัวหนังสือจำนวนเงินที่สั่งจ่ายไว้ โดยไม่ขีดเส้นข้างหน้ากันการเขียนจำนวนเงินเพิ่มเติม เป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการเขียนเช็คของธนาคาร เป็นเหตุให้มีการเพิ่มเติมจำนวนเงินได้ง่าย และผู้สั่งจ่ายลงชื่อสั่งจ่ายโดยไม่ตรวจดูเสียก่อน

อันเป็นความประมาทเลินเล่อของผู้สั่งจ่าย แต่ในขณะเดียวกันจำนวนเงินส่วนเกินที่ธนาคารจำเลยรับไว้ ก็เป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ธนาคารจำเลยได้รับความเสียหายเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างไรก็เป็นเรื่องที่ธนาคารจำเลยจะต้องว่ากล่าวเอาแก่ผู้สั่งจ่ายพิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงิน 900,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัฒน์ รัตรสาร · นิยม ติวุตานนท์ · ดุสิต วราโห
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1845/2524

เช็คพิพาทถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อสำคัญเกี่ยวกับจำนวนเงินให้เพิ่มมากขึ้นโดยไม่ประจักษ์ และผู้สั่งจ่ายไม่รู้เห็นยินยอมด้วยจำเลยที่ 1 ผู้ทรงโดยชอบย่อมมีสิทธิบังคับการใช้เงินจากผู้สั่งจ่ายได้เพียงจำนวนเงิ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 759/2544

จำเลยที่ 1 สำเนาข้อความอันเป็นเท็จไว้ในใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าว่าได้มีการส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วยื่นคำขอรับเงินค่าชดเชยค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่ส่งออกนั้นต่อมาโจทก์ได้จ่ายเงินช…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1178/2541

ฎีกาโจทก์ที่ว่า เงินที่หักหรือลดเป็นค่าการตลาดร้อยละ 5 จากการขายผลิตผลงานฟาร์มของโจทก์ และเงินค่าเช่าหรือค่าตอบแทนจากการใช้ที่ดินของโจทก์ย่อมเป็นเงินของโจทก์ เป็นฎีกาในปัญหาจากข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วว่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 450/2540

ในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางนั้น ทนายจำเลยได้มาศาลและลงชื่อรับรองความถูกต้องไว้ โดยมิได้ติดใจโต้แย้งในขณะนั้นหรือในระยะเวลาต่อมาตามที่กฎหมายกำหนดขอให้กำหนดประ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2540

จำเลยได้รับราชการจนเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายน2530 จำเลยได้รับเงินบำนาญและเงินช่วยค่าครองชีพตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2530เป็นต้นมาจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2533 เป็นเงินทั้งสิ้น 178,293.75 บาท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้